
อร่อยร้อยลิ้น 15
เสร็จภารกิจที่เมืองซะกะอิ (Sakai) แล้ว เช้าวันใหม่ก็ขยับไปใจกลางเมืองโอซากา คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับชื่อย่านอย่าง
เสร็จภารกิจที่เมืองซะกะอิ (Sakai) แล้ว เช้าวันใหม่ก็ขยับไปใจกลางเมืองโอซากา คนไทยส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับชื่อย่านอย่าง
Namba หรือ Shinsaibashi ในขณะที่คนโอซากามักจะเรียกเป็นโซน ถ้าดูแผนที่โอซากาจะเห็นว่าย่านนัมบะ ชินไซบาชิ นี่จะอยู่ตอนล่างของแผนที่ คนโอซากาเขาเรียก Minami ซึ่งหมายถึง South หรือโอซากาตอนใต้ ส่วนอีกโซนที่โด่งดังไม่แพ้กันก็คือ Kita (North) หรือโอซากาตอนเหนือ ซึ่งมีย่านอุเมดะ (Umeda) เป็นพระเอก ระยะหลังคนไทยไม่ยอมไปไหน จะอยู่แต่แถวๆ มินามิ โรงแรมยอดฮิตของคนไทยแถวนั้นก็คือ Cross, Nikko และ Swissotel ตั้งแต่ปลายมีนาไปจนหมดสงกรานต์ 3 โรงแรมนี้เต็มหมดไม่มีเหลือ ทางเมืองโอซากาเลยอยากโปรโมตให้คนไทยไปกินไปนอนแถว Kita กันบ้าง ทั้งๆ ที่โซนนี้มีอะไรไม่น้อยไปกว่ามินามิ โรงแรมก็มากกว่า มีตั้งแต่ 3 ดาวธรรมดาไปจนระดับหรูหรา 5 ดาว ห้างสรรพสินค้าก็เยอะ ศูนย์การค้าก็มาก ร้านรวงทั้งบนดินและใต้ดินมีครบถ้วน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าย่านนัมบะและชินไซบาชิเลย ยิ่งในระยะหลังมีการพัฒนาพื้นที่ รื้อของเก่าสร้างของใหม่ จึงทำให้ย่านนี้จะโดดเด่นเป็นสง่ามากยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะ Osaka Station City ที่สร้างคร่อมสถานีรถไฟเจอาร์โอซากา ตอนนี้ได้กลายมาเป็นแลนด์มาร์กของย่านนี้ไปแล้วอีกทั้งตึก Yodobashi Camera อาณาจักรเครื่องไฟฟ้าที่ใหญ่โตมโหฬาร เดินกันได้ทั้งวันไม่มีเบื่อ และสำหรับวัยรุ่นก็ต้องไม่พลาด HEP Five, Hankyu Men, NUChayamachi ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถ้ามีเวลาน้อยกว่า 1 วันเดินไม่พอครับ ยังไม่นับร้านอาหารอีกหลายร้อยร้าน ร้านดังๆ ระดับ Michelin ก็กระจุกตัวอยู่แถวนี้มากที่สุด
อีกย่านหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ย่าน Shinsekai ย่านนี้เป็นอะไรที่โดนใจผมมากๆ เพราะย่านนี้มีบรรยากาศแบบโอซากายุค 60-70 มีศูนย์กลางของย่านเป็นหอเหล็กสูง 103 เมตร เรียกว่า Tsutenkaku Tower แต่เดิมย่านนี้ถือว่าเป็นมุมมืดในโอซากา เพราะว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรมและยากไร้ รวมทั้งไม่น่าปลอดภัยอีกด้วย แต่หลังจากที่ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากการล่มสลายของเศรษฐกิจช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางเมืองโอซากาได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน World Expo และประสบความสำเร็จได้เป็นเจ้าภาพในปี 1970 จึงทำให้เมืองโอซากาได้รับการพัฒนาให้กลับมารุ่งเรืองจนทุกวันนี้
เสน่ห์ของย่าน Shinsekai อยู่ตรงบรรยากาศเก่าๆ ของร้านรวงแถวนั้น เดินเล่นแถวนี้แล้วให้ความรู้สึกคิดถึงโหยหา ร้านอาหารแถบนี้ก็จะโดดเด่นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะร้าน Kushi-Katsu มีให้เลือกทานเป็นสิบๆ ร้าน ผมเคยแนะนำไว้ร้านหนึ่งชื่อร้าน Daruma ก็มีร้านดั้งเดิมอยู่ที่นี่เช่นกัน ร้าน Kushi-Katsu ส่วนใหญ่ในย่านนี้จะเป็นที่นั่งหน้า Counter เหมาะกับการไปทานในหมู่เพื่อนฝูง รอบนี้ที่ผมไปกับ Kansai Genki! Project เขาพาผมไปทานอีกร้านหนึ่งชื่อ Asahi เป็นร้านที่มีโต๊ะนั่ง เหมาะกับการไปเป็นหมู่คณะ นั่งกินนั่งดื่มกันได้ไม่ต้องเกรงใจใคร ร้านนี้นอกจากจะมี Kushi-Katsu แล้วยังมีอาหารอื่นๆ อีกด้วย ที่ผมติดใจมากๆ อย่างแรกเป็น เนื้อเปื่อยเสียบไม้ อร่อยมากๆ เลยครับ กรุบๆ หนึบๆ แต่ไม่เหนียว เคี้ยวกำลังสนุก แถมรสชาติดี ที่สำคัญราคาถูกมากๆ ไม้ละ 100 เยนเอง อีกถ้วยหนึ่งเป็นอุด้งเนื้อเปื่อย ความที่ผมชอบทานก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่แล้ว ชามนี้จึงถูกใจมากเป็นพิเศษ เพราะเมนูเส้นกับเนื้อนี่หาทานได้ยากในญี่ปุ่น หน้าตาดูธรรมดามาก แต่รสชาติสุดยอด โดยเฉพาะน้ำซุปที่ใสและกลมกล่อม ไม่ต้องปรุงหรือใส่อะไรเพิ่มเลย เนื้อเปื่อยตัวเดียวกันกับที่เสียบไม้มา ทำให้อุด้งถูกๆ ชามนี้มีดีกรีไม่ด้อยไปกว่า อุด้งหม้อไฟของร้าน Mimiu ที่เพิ่งทานมาเมื่อคืน นี่แหละครับคือความอร่อย ไม่ว่าจะถูกหรือจะแพง จะมีดาวหรือไม่มีดาว จะหรูหราหรือบ้านๆ ถ้าอร่อยแล้วละก็ เสมอเหมือนกันทั้งสิ้น
ที่ย่าน Shinsekai นี้นอกจากจะมีร้านอาหารราคาประหยัดมากมายแล้ว ยังมีสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันอีกก็คือ Billiken ภูตแห่งความมีโชค ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลจากอเมริกามาโด่งดังที่โอซากาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 และที่ Shinsekai ก็เปรียบเสมือนเป็นที่ชุมนุมของภูตน้อยเหล่านี้ ท่านเดินไปมุมไหนๆ ก็ต้องเจอ และเมื่อเจอแล้วก็อย่าลืมไปลูบเท้าของเขาเอาฤกษ์เอาชัยให้โชคดีกันด้วยนะครับ การเดินทางมาที่ Shinsekai นี่ก็ไม่ยาก ง่ายสุดก็นั่งรถใต้ดินสายสีแดง Midosuji Line มาลงป้าย M22 สถานี Dobutsuen Mae โผล่ขึ้นมาก็เห็นหอเหล็ก Tsutenkakuเลย หรือจะนั่งรถไฟสายรอบเมือง JR Osaka Loop Line (คล้ายๆ กับ JR Yamanote Line ของโตเกียว) มาลงที่สถานี ShinImamiya มองจากสถานีมาก็เห็นหอเหล็กโดดเด่นเป็นสง่า เดินมาอีกแป็บก็ถึงแล้ว ผู้อ่านท่านใดเบื่อสะพานกูลิโกะ เบื่อย่านชินไซบาชิ ลองมาเดินเล่นทานข้าวเย็นที่ย่าน Shinsekai รับรองว่าถูกใจแน่ๆ ครับ







