posttoday
"ญี่ปุ่น" ขาดดุลยับ 5.22 ล้านล. เยนอ่อนยวบดันนำเข้าพุ่ง

"ญี่ปุ่น" ขาดดุลยับ 5.22 ล้านล. เยนอ่อนยวบดันนำเข้าพุ่ง

21 กุมภาพันธ์ 2556

ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าหนักสุดในเดือน ม.ค. พุ่ง 5.22 ล้านล้านบาท เหตุเงินเยนอ่อน ทำมูลค่านำเข้าพลังงานพุ่ง

ญี่ปุ่นขาดดุลการค้าหนักสุดในเดือน ม.ค. พุ่ง 5.22 ล้านล้านบาท เหตุเงินเยนอ่อน ทำมูลค่านำเข้าพลังงานพุ่ง

ญี่ปุ่นประสบภาวะขาดดุลการค้าคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.74 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.22 ล้านล้านบาท) ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการขาดดุลครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกสถิติครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยเป็นผลพวงจากมูลค่าการนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น หลังค่าเงินเยนอ่อนลงอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังของแดนปลาดิบ ระบุว่า การส่งออกในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 6.4% จากเดือนก่อน คิดเป็นมูลค่า 4.8 ล้านล้านเยน (1.53 ล้านล้านบาท) ซึ่งนับเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน หลังบริษัทญี่ปุ่นมีการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ตลอดจนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น

ขณะที่การนำเข้านั้นพุ่งขึ้น 7.3% อยู่ที่ 6.43 ล้านล้านเยน (2.05 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และปิโตรเลียมมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้า 1.63 ล้านล้านเยน สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านเยน

“ตัวเลขดังกล่าวย่ำแย่กว่าที่คาดไว้มาก การลดตัวเลขขาดดุลไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย” ทาโร ไซโตะ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยเอ็นแอลไอ กล่าว พร้อมเตือนว่า แดนปลาดิบจะประสบภาวะขาดดุลการค้าต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

สอดคล้องกับความเห็นของ โยชิโระ ซาโตะ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเครดิต อะกริโกล ซึ่งเตือนว่า การขาดดุลการค้าอย่างหนักในต้นปี อาจส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องขาดดุลการค้าตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งนับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ทว่า ซาโตะ คาดว่า มูลค่าการขาดดุลจะลดลงอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยดันอุปสงค์สินค้าญี่ปุ่นพุ่งขึ้นตาม

ทั้งนี้ แดนปลาดิบนำเข้าเชื้อเพลิงมากขึ้นนับตั้งแต่ประเทศประสบวิกฤตนิวเคลียร์จากเหตุสึนามิเมื่อต้นปี 2554 ที่ผ่านมา จนนำไปสู่การลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ลง

ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มูลค่านำเข้าเชื้อเพลิงของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้น ภายหลังเงินเยนอ่อนค่าลงจากการผ่อนนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) โดยนับตั้งแต่ต้นปีนั้น อ่อนค่าลงแล้วกว่า 15% ขณะที่ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ในช่วงการซื้อขายเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 93.32 เยนต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เคยอ่อนค่าสู่ระดับ 94.465 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 33 เดือน

โนริโอะ มิยากาวะ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทหลักทรัพย์ มิซูโฮ เตือนว่า ปัญหาการขาดดุลการค้าครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนของโครงสร้างภาคส่งออกของญี่ปุ่น

“ตัวเลขที่อ่อนแอเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เงินกำลังไหลออกนอกประเทศ เงินเยนอ่อนค่าช่วยภาคส่งออกได้บ้าง แต่ก็คงแก้ปัญหาของเราไม่ได้หมด” มิยากาวะ กล่าว

ขณะที่ ซูจิ โทโนอุชิ นักวางแผนกลยุทธ์จากมิตซูบิชิ อูเอฟเจ มอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่า การส่งออกจะยังคงไม่ฟื้นตัวจนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิต

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI