
รู้จักเครื่องบินในฝัน...ในวันที่ดรีมไลเนอร์ปีกหัก!
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คือการที่สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐ (เอฟเอเอ)
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คือการที่สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐ (เอฟเอเอ)
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น คือการที่สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐ (เอฟเอเอ) รวมไปถึงภาครัฐบาลญี่ปุ่น และอินเดีย มีคำสั่งห้ามเครื่องบินโบอิ้งรุ่น 787 ดรีมไลเนอร์ หรือขึ้นบิน หลังพบการบวมของแบตเตอรี่ในห้องนักบิน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความร้อนสะสมและลุกไหม้ จนทำให้สายการบินของญี่ปุ่นต้องลงจอดฉุกเฉินมาแล้ว และถือเป็นปัญหาใหญ่ที่บริษัท โบอิ้ง ผู้ผลิตอากาศยานยักษ์ใหญ่ของโลกต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด เพราะเครื่องบินรุ่นนี้มีคู่แข่งที่สำคัญจากฝั่งแอร์บัส คือ เอ350 ที่กำลังเตรียมขึ้นให้บริการอยู่เช่นกัน
ความสำคัญของ 787 ดรีมไลเนอร์นั้น ได้รับการขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องบินในเชิงพาณิชย์ที่ใช้ทุนในการพัฒนาคิดค้นที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีมาทีเดียว ซึ่งทำให้ 787 ดรีมไลเนอร์ เป็นที่จับตามองของอุตสาหกรรมการบินโลกนับตั้งแต่การเปิดตัว หลายสายการบินได้มีใบสั่งซื้อไปแล้ว รวมถึงเจ้าจำปีของไทยที่ยืนยันไม่ยกเลิกคำสั่งซื้อ แม้ว่าจะมีข่าวปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น
787 เป็นเครื่องบินที่บริษัท โบอิ้ง คิดค้นขึ้น เพื่อที่จะวางตำแหน่งให้เป็นเครื่องบินที่ประหยัด บินข้ามทวีป แต่ไม่ใช่เครื่องบินขนาดใหญ่เหมือนกับ เอ380 ดังนั้น โครงสร้างของลำตัวเครื่องบินนั้นได้ประกอบขึ้นด้วยวัสดุที่มีน้ำหนักเบากว่า การใช้อะลูมิเนียมเหมือนกับรุ่นพี่หรือรุ่นน้องรุ่นอื่นๆ ของมัน และระบบไฟฟ้าภายในเครื่องบินรุ่นนี้ก็มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
องค์ประกอบเหล่านี้ ได้ทำให้ดรีมไลเนอร์สามารถประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นถึงประมาณ 15-20% เหมาะสมกับยุคเชื้อเพลิงแพงๆ อย่างในทุกวันนี้ ในปัจจุบันมีลูกค้าทั่วโลกสั่งซื้อแล้ว 58 สายการบินเป็นจำนวน 848 ลำ โดยมีสนนราคาตกลำละประมาณ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,000 ล้านบาท)
787 มีพิสัยการบินอยู่ที่ระหว่าง 7,650-8,500 ไมล์ ซึ่งอยู่ในพิสัยการบินข้ามทวีป 787 จึงเหมาะสมกับสายการบินในเอเชียและตะวันออกกลางอย่างมาก เนื่องจากต้องพึ่งตลาดการบินข้ามทวีปมากกว่าตลาดภายในประเทศ แต่กระนั้นในสหรัฐก็มีการสั่งซื้อ 787 เป็นจำนวนมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นยูไนเต็ด แอร์ไลน์ หรือเดลตา แอร์ไลน์
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ 787 ไม่ใช่ปัญหาแรก 787 เริ่มบินครั้งแรกในเที่ยวบินเพื่อการพาณิชย์มาตั้งแต่ปลายปี 2011 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมถึง 3 ปี 787 มีปัญหาตั้งแต่แรกเริ่มในกระบวนการผลิต ที่บริษัท โบอิ้ง ได้ใช้บริษัทซับคอนแทกต์ผลิตชิ้นส่วนหลายๆ อย่างมากเกินไป ซึ่งทำให้การประกอบตัวเครื่องบินนั้นเป็นไปอย่างล่าช้า รวมไปถึงปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น การรั่วไหลของเชื้อเพลิง ไปจนถึงปัญหารอยร้าวที่หน้าต่าง
แต่ที่สำคัญที่สุด ในปัญหาล่าสุดเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่เกิดขึ้นนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินมองว่าเป็นปัญหาที่ไม่ “ปกติ” อย่างยิ่งสำหรับเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ ที่มักจะเกิดปัญหาบ้างอยู่แล้ว จนทำให้สำนักงานการบินพลเรือนสหรัฐต้องเข้าตรวจสอบ ซึ่งปัญหานี้มีความเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าของตัวเครื่อง เนื่องจากในเครื่องบินรุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมขนาดใหญ่เป็นพิเศษเกินกว่าที่ต้องการ จนทำให้เกิดความร้อน และเกิดควันขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ในสหรัฐเคยพบปัญหากับการใช้แบตเตอรี่ลิเทียมในอุปกรณ์หลายอย่างมาแล้ว ไม่ว่าจะในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป ไปจนถึงแบตเตอรี่ในรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
คาร์เตอร์ ลีค นักวิเคราะห์ด้านการบิน จากบริษัท เงินทุนบีบีแอนด์ที กล่าวให้ความเห็นว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสามารถบอกได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าของเครื่องบินนั้นยากมากที่จะแก้ไขได้ ถ้าหากปัญหาเกิดขึ้นกับระบบซอฟต์แวร์ ก็จะต้องไล่ไปตรวจสอบโค้ด หรือรหัสต่างๆ นับล้านๆ ที่ต้องตรวจสอบ และถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นกับสายไฟ ก็ต้องตรวจสอบสายไฟที่มีความยาวรวมกันมากกว่า 50 ไมล์ และมีจุดเชื่อมต่อมากถึงกว่า 5 หมื่นจุดทีเดียว
กระนั้น เนื่องจากใบสั่งซื้อที่มีจำนวนมหาศาลนั้นยิ่งกดดันต้องทำให้โบอิ้งต้องเร่งแก้ปัญหาให้เจอ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนและที่สำคัญจะยิ่งทำให้ต้นทุนรายจ่ายของ 787 สูงขึ้นไปด้วย
“เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติสำหรับโบอิ้ง พวกเขาต้องทำงาน ทำงานและทำงาน แต่ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าในหนนี้ ความเสียหายด้านรายจ่ายจะหนักหนาสาหัส” ลีค กล่าวทิ้งท้าย
สุดท้าย ดรีมไลเนอร์ ที่เป็นทั้งความหวังของทั้งอุตสาหกรรมการบินที่มุ่งประหยัดเชื้อเพลิงในการบินมากขึ้น เป็นความหวังที่จะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจสหรัฐให้ขึ้นมาจากหลุมอีกครั้ง อาจจะต้องกลายเป็นเพียงความฝันและความหวังต่อไปอีก ถ้าหากหาสาเหตุและปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นล่าช้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นของบรรดาลูกค้าสายการบินต่างๆ ทั่วโลก ที่สุดท้ายอาจจะจบด้วยการ “ยกเลิกคำสั่งซื้อ” ...ก็เป็นได้







