
ตลาดบอนด์เอเชียบูมเงินสะพัดเข้า 6 หมื่นล้านบาท
ตลาดตราสารหนี้เอเชียสุดคึก นักลงทุนทั่วโลกแห่ขนเงินลงทุน เพียงสัปดาห์เดียวเงินไหลเข้าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท
ตลาดตราสารหนี้เอเชียสุดคึก นักลงทุนทั่วโลกแห่ขนเงินลงทุน เพียงสัปดาห์เดียวเงินไหลเข้าสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลการศึกษาสำรวจของอีพีเอฟอาร์ โกลบอล บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลที่พบว่าเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทุนในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่มีปริมาณเงินไหลเข้าจากทั่วโลกแล้วถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งทำสถิติเป็นปริมาณเงินไหลเข้าสูงสุดเป็นอันดับสองจากข้อมูลอีพีเอฟอาร์ โกลบอล
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนทั่วโลกเริ่มหันมามองตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชีย ที่มีผลตอบแทนสูงมากขึ้น ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่สุดของประเทศพัฒนาแล้ว
รายงานระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นช่วยเอื้อให้ปริมาณความต้องการพันธบัตรที่มีผลตอบแทนสูง หรือพันธบัตร “จังก์” ใน 7 ประเทศของเอเชียมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 3,200 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.6 หมื่นล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนทั่วโลกสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งคือตลาดของกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของจีน โดยเป็นผลมาจากการรีไฟแนนซ์และการโอนสิทธิที่ดิน จนทำให้ภาพรวมของสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์ในประเทศเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเห็นว่า สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แม้จะมีปริมาณการผลิตสินค้ามหาศาล แต่ปริมาณความต้องการก็ยังสูงเกินกว่าการผลิตอยู่มาก ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มปริมาณเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของจีนมากขึ้น
หลักฐานยืนยันได้จากการขายพันธบัตรหรือตราสารหนี้อายุ 10 ปีของบริษัท คันทรี การ์เดน โฮล์ดิงส์ หนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนในมณฑลกว่างตงซึ่งมีนักลงทุนสั่งซื้อเพิ่มสูงขึ้น 24 เท่า หรือที่ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.25 หมื่นล้านบาท)
ขณะที่ การขายตราสารหนี้ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งเป็นของฮ็อพสัน เดเวลอปเมนท์ โฮล์ดิงส์ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางของจีน โดยตราสารอายุ 5 ปี ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 9.875% สามารถขายได้ถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,000 ล้านบาท) แม้สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดังจะให้อันดับพันธบัตรที่ CCC ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับพันธบัตร “จังก์” ก็ตาม
สำหรับในภาพรวมแล้ว ตลาดตราสารหนี้ของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีการซื้อขายที่กระเตื้องดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนที่ค่อยๆ ปรับลดลง นับตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดซื้อขายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
แจ็กฟานี เชิง นักวิเคราะห์เครดิตจากดอยช์แบงก์ กล่าวว่า ตลาดในภูมิภาคเอเชียมีแนวโน้มจะออกตราสารหนี้เพิ่มมากขึ้นและค่อนข้างเชื่อแน่ว่าสถานการณ์ตลาดที่คึกคักด้วยปริมาณเงินทุนไหลเข้ามหาศาลในปัจจุบันจะไม่พลิกผันในเร็ววันนี้แน่นอน
ความเห็นในแง่บวกข้างต้นต่อตลาดตราสารหนี้เอเชียยังส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น โดยเป็นผลมาจากการที่นักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เห็นได้จากดัชนีเอ็มเอสซีไอ ซึ่งเป็นดัชนีรวมทุกประเทศในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.9% ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 และเพิ่มแล้ว 1.4% ในปี 2556 นี้
“นักลงทุนสถาบันยังคงชื่นชอบตราสารหนี้ เพราะถ้าตลาดหุ้นพุ่งแรงเกินไปอาจทำให้เศรษฐกิจนอกตลาดเป็นอันตรายได้ และขณะที่ไม่มีสินทรัพย์ดีพอที่ให้ลงทุนได้ ตลาดตราสารจึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม และทำให้มีปริมาณเงินสดมากมายไหลเข้าภูมิภาคขณะนี้” อาเธอร์ หลิว หัวหน้าตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชีย ไม่รวมญี่ปุ่นจากไพน์บริดส์ อินเวสต์เม้นต์ กล่าว
ขณะเดียวกัน นอกจากการลงทุนในพันธบัตร “จังก์” ที่เพิ่มมากขึ้น รายงานจากวอลสตรีท เจอร์นัล ยังระบุอีกว่า ความนิยมที่มีต่อตลาดตราสารหนี้ในภูมิภาคเอเชียยังขยายครอบคลุมตราสารที่ผู้ออกตราสารได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ด้วย
เช่น ตราสารของบริษัท ซุน หุง ไค พร็อพเพอร์ตี ในฮ่องกง อายุ 10 ปี ขายได้ถึง 497 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.49 หมื่นล้านบาท) ด้านไหลซุน ดีเวลลอปเมนท์ โค ผู้ให้บริการโรงแรมที่พักในฮ่องกง ขายพันธบัตรได้ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 หมื่นล้านบาท) โดยแม้ว่าการขายตราสารหนี้ของทั้งสองบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเบื้องต้นที่แนะนำไว้ แต่ปริมาณความต้องการซื้อยังคงจัดอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ แม้การลงทุนในตลาดตราสารหนี้อาจทำให้ผู้ซื้อขาดทุนได้หากสถานการณ์ในตลาดพลิกผัน เห็นได้จากกรณีเมื่อปี 2554 ที่ตราสารหนี้ของบริษัทอสังริมทรัพย์จีนหลายแห่งอยู่ในภาวะซบเซา อันเป็นผลมาจากนโยบายควบคุมราคาบ้านของรัฐบาล แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังคงมั่นใจที่จะลงทุนในตลาดตราสารหนี้ของภูมิภาคเอเชีย
เกรเกอร์ คาร์ล ผู้อำนวยการกองทุนตราสารหนี้ฟิเดลลิตี เวิลด์ไวด์ อินเวสต์เมนท์ ซึ่งบริหารจัดการกองทุนมูลค่า 289.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.68 ล้านล้านบาท) ระบุว่า เพราะตลาดในขณะนี้อยู่ในสถานการณ์ยกเว้น จนไม่น่าจะใช้คำว่า “ฟองสบู่ได้”
“สำหรับผม ทุกอย่างยังคงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น” คาร์ล กล่าว







