
เสนอโอบามาเพิ่มเพดานหนี้เอง
ใช้มาตรา14ไม่ต้องผ่านสภา กูรูกม.ติงปธน.ไม่มีอำนาจจริง
ใช้มาตรา14ไม่ต้องผ่านสภา กูรูกม.ติงปธน.ไม่มีอำนาจจริง
มะกันผุดข้อเสนอใหม่ ลุ้น “โอบามา” ใช้อำนาจขยายเพดานหนี้เองโดยไม่ผ่านสภา หลังคองเกรสยังเสียงแตก กูรูแย้งประธานาธิบดีไร้อำนาจ
สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจากพรรคเดโมแครต ออกโรงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ดำเนินการทุกวิถีทางในการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ มูลค่า 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8,134 ล้านล้านบาท) ซึ่งหมายรวมถึงการใช้บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่ 14 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐ ที่ให้สิทธิแก่ประธานาธิบดีในการปรับขึ้นเพดานหนี้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลว่า พรรครีพับลิกันและเดโมแครตอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงรายละเอียดการขยายเพดานหนี้ ภายในกำหนดเส้นตายที่ถูกเลื่อนครั้งล่าสุดในเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งหากล้มเหลวจะส่งผลให้สหรัฐเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้และถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การเจรจาขยายเพดานหนี้ระหว่างพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงไม่มีความคืบหน้า หลังทั้งสองฝ่ายยังเสียงแตก โดยล่าสุด โอบามาปฏิเสธที่จะเจรจากับพรรครีพับลิกัน ภายหลังรีพับลิกันยังคงยืนกรานเรียกร้องให้ทำเนียบขาวยินยอมตัดลดรายจ่ายภาครัฐเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านสวัสดิการสังคม เพื่อแลกกับการขยายเพดานหนี้
ภายหลังการประกาศข้อเสนอดังกล่าว พรรครีพับลิกันต่างออกมาโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดย มิตช์ แมคคอนเนล แกนนำวุฒิสภาพรรคตอบโต้ว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไร้ความผิดชอบและจะส่งผลให้วิกฤตหนี้ประเทศรุนแรงขึ้นอีก
สอดคล้องกับกระแสตอบรับจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ที่มองว่า การใช้บทบัญญัติที่ 14 ไม่ใช่ทางเลือกที่ใช้ได้จริง เนื่องจากมีเพียงสภาคองเกรสเท่านั้น ที่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ตามกฎหมาย
“และถึงแม้ว่าโอบามาจะใช้อำนาจเพิ่มเพดานหนี้ได้สำเร็จ แต่นับว่าสายเกินไป เพราะนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสหรัฐไปแล้ว และการออกพันธบัตรใดๆ ต่อจากนั้น ก็อาจเป็นการขัดรัฐธรรมนูญได้” วอร์ด แมคคาร์ธีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ จากบริษัท เจฟฟรีย์แอนด์โค ระบุ
วันเดียวกันกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เผยยอดขาดดุลการค้าเดือน พ.ย. ขยายตัวขึ้นทุบสถิติรอบ 7 เดือนที่ 15.8% แตะ 4.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.5 ล้านล้านบาท) ซึ่งหลังยอดนำเข้าสินค้าโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ยอดส่งออกยังคงซบเซา







