
ล้างบางทุจริต-ฟื้นศรัทธามหาชน ภสรกิจใหญ่ใต้ผู้นำจีนรุ่น5
เป็นประเด็นร้อนที่สื่อชั้นนำหลายสำนักทั้งไทยและเทศสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง
เป็นประเด็นร้อนที่สื่อชั้นนำหลายสำนักทั้งไทยและเทศสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เป็นประเด็นร้อนที่สื่อชั้นนำหลายสำนักทั้งไทยและเทศสนใจติดตามอย่างต่อเนื่อง สำหรับแผนการขายหุ้นบริษัทประกันภัยผิงอัน ของธนาคารเอชเอสบีซี ให้กับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ของไทยที่ส่อแววว่าอาจจะถูกทางการจีนสั่งให้เป็นโมฆะ
สาเหตุสืบเนื่องมาจากทางคณะกรรมการกำกับการประกอบธุรกิจประกันภัยของจีน (ซีไออาร์ซี) เริ่มวิตกถึงความไม่ชอบมาพากลของแหล่งที่มาเงินทุนที่ใช้เข้าซื้อจำนวน 9,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.82 แสนล้านบาท) รวมไปถึงความคลางแคลงใจว่าบริษัท ซีพี เป็นผู้ยื่นซื้อหุ้นตัวจริงเสียงจริงโดยไม่ได้เป็นการซื้อแทนผู้อื่นหรือไม่
แม้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้ เนื่องจากทางซีไออาร์ซีเพิ่งจะเริ่มดำเนินการเรียกขอรายละเอียดข้อมูลการซื้อขายดังกล่าวเพิ่มเติมจากบริษัท ผิงอัน แต่ก็ได้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่าจีนส่งสัญญาณเอาจริงเอาจังและใส่ใจกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันมากขึ้น
ยืนยันได้จากสุนทรพจน์ของว่าที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ผู้นำชุดใหม่รุ่นที่ 5 ซึ่งประกาศกร้าวจะเร่งจัดการถอนรากถอนโคนสารพัดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน แถมยกให้เป็นประเด็นสำคัญลำดับต้นๆ ในการปกครองประเทศ
นอกจากนี้ หากได้สังเกตถึงการลงโทษและปลดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทางการจีนหลายรายที่กระทำการทุจริตในช่วง 78 เดือนหลังที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการปราบปรามเป็นไปอย่างเข้มข้นเข้มงวดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการปลด “ป๋อซีไหล” อดีตผู้ว่าการมณฑลฉงชิ่ง หรือการปลดอดีตผู้ว่าการรถไฟหลังพบว่ารับเงินสินบนกว่า 47 ล้านหยวน (ราว 225 ล้านบาท) ในระหว่างการดำรงตำแหน่งช่วงปี 25482553
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการคอร์รัปชันในสังคมจีนเป็นปัญหาที่กัดกินและซึมลึกไปทั่วทุกหัวระแหงของสังคมแดนมังกรแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการข้าราชการและนักการเมือง ซึ่งมักตกเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่บ่อยครั้งจนบรรดาอาตี๋อาหมวยเริ่มเบื่อหน่ายและเสื่อมศรัทธาต่อการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างหนัก
หลักฐานเห็นได้จากผลการศึกษาของหมินซินเป่ย ผู้อำนวยการโครงการจีนศึกษา ของสถาบันคาร์เนกี เอนดาวเมนต์ เพื่อสันติภาพนานาชาติจากสหรัฐ ที่ระบุว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 10% งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลจะรั่วไหลไปกับปัญหาการจ่ายเงินติดสินบนและการทุจริต แต่จำนวนเจ้าหน้าที่ที่โดนลงโทษและดำเนินคดีจากการทุจริตกลับมีสัดส่วนต่ำกว่า 3% ของจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิดทั้งหมด
ขณะที่ผลการสำรวจของหนังสือพิมพ์ โกลบอล ไทมส์ ระบุว่า ชาวจีนทุกๆ 7 ใน 10 คน ที่ตอบแบบสำรวจต้องการให้รัฐบาลจีนสร้างระบบตรวจสอบและเร่งปราบปรามการทุจริต
ความร้ายแรงของปัญหาข้างต้นยังได้รับการตอกย้ำเพิ่มเติมจากผลสำรวจความโปร่งใสระหว่างประเทศในปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าการคอร์รัปชันในจีนมีแนวโน้มเลวร้ายมากขึ้น โดยอันดับของประเทศจีนในปี 2555 ลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 75 มาอยู่ที่ 80 จากการจัดอันดับทั้งหมด 177 ประเทศทั่วโลก
ขณะเดียวกัน ในปีที่ผ่านมาสื่อต่างประเทศยักษ์ใหญ่อย่างหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทมส์และบลูมเบิร์ก ต่างออกมาเปิดโปงจำนวนทรัพย์สินของบุคคลในครอบครัวและญาติพี่น้องของนายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า และว่าที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่มีมากขึ้นอย่างน่าผิดสังเกตในระหว่างดำรงตำแหน่ง
สร้างความขุ่นเคืองใจแก่ทางการจีน จนต้องสั่งปิดการเข้าถึงสองเว็บไซต์สำนักข่าวดังกล่าวภายในประเทศในที่สุด
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสักเท่าไรนัก เมื่อ สีจิ้นผิง ว่าที่ประธานาธิบดีซึ่งจะก้าวขึ้นมาแทนที่ หูจิ่นเทา ในเดือน มี.ค.นี้ จะกล่าวย้ำเตือนในการพูดสุนทรพจน์ของตนเองหลายต่อหลายครั้งว่าต้องการให้ทุกหน่วยงานและภาคส่วนของประเทศให้ความสำคัญกับการเร่งปราบปรามปัญหาการทุจริตเป็นการเร่งด่วน พร้อมย้ำว่าปัญหาดังกล่าวหากไม่รีบแก้ไขอาจจะนำไปสู่จุดจบของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์ได้เลยทีเดียว
“ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าในบางประเทศที่หมักหมมปัญหาการทุจริตเอาไว้เป็นเวลานาน ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้นำไปสู่ความไม่พอใจและโกรธแค้นของประชาชน ซึ่งต่อมาก็จะกลายเป็นการลุกฮือต่อต้านและล้มล้างรัฐบาลในท้ายที่สุด” สีจิ้นผิง กล่าว ในระหว่างการประชุมกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว
คำกล่าวของว่าที่ผู้นำจีนในข้างต้นดูจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นเพียงคำพูดที่เลื่อนลอย หากแต่ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติของทางการจีนอีกด้วย อาทิ การแต่งตั้งให้ หวางชี่ชาน อดีตรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจและมีชื่อเสียงในการปราบปัญหาคอร์รัปชันมาหลายครั้ง จนได้รับฉายาว่า “นักผจญเพลิง” มานั่งเป็นประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตและควบคุมวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว
ภายหลังจากขึ้นแท่นในตำแหน่งดังกล่าวได้เพียงไม่ถึง 1 เดือน หวางชี่ชาน ก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการแต่งตั้ง 8 คณะผู้เชี่ยวชาญไปคิดค้นหามาตรการปราบปรามการทุจริตที่มีประสิทธิภาพออกมา โดยผลงานรูปธรรมชิ้นแรกคือข้อเสนอให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเปิดเผยทรัพย์สินที่ครอบครองอยู่ต่อสาธารณชน จากเดิมที่จะจำกัดไว้เฉพาะภายในพรรคเท่านั้น
ขณะเดียวกันในช่วงปีที่แล้ว ทางรัฐบาลยังได้เริ่มปรับแก้กฎหมายการลงโทษ รวมถึงการดำเนินคดีต่อผู้ละเมิดอย่างต่อเนื่องมากขึ้น อาทิ การเปิดทางให้สามารถดำเนินคดีทางอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนหรือหลบเลี่ยงภาษีในประเทศจีน
ไม่เว้นกระทั่งการหันมาใส่ใจกับการออกมาตรการป้องกันในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นบ่อเกิดของความไม่พอใจของประชาชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ อาทิ การสั่งยกเลิกการจัดงานต้อนรับผู้นำแบบเอิกเกริก ฟุ่มเฟือย รวมถึงสั่งห้ามข้าราชการผู้บริหารระดับสูงของทางการจีนจัดงานเลี้ยงแบบใหญ่โตเกินความจำเป็น จำกัดการปิดกั้นถนนสาธารณะเพื่อให้ผู้นำสัญจรให้น้อยลง และไม่กระทบกับประชาชนที่ใช้ถนนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการที่ผลักดันออกมาจะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าทางการจีนเริ่มเข้มงวดกับการปราบปรามการทุจริต แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญจีนหลายคนยังคงกังขาและมองว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจไม่สามารถทำได้จริงเหมือนที่พูดมา
เหตุเพราะองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นองค์กรภายในของพรรคคอมมิวนิสต์เอง และก็ไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปสอบสวนหรือจัดการเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง นอกเสียจากได้รับการอนุมัติจากผู้นำระดับสูงก่อน
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายจึงเกรงกันว่าการตรวจสอบที่มีอาจจะไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความโปร่งใส และไม่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง
“เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามา คณะกรรมการต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานเบื้องบนก่อนถึงจะลงมือได้ และด้วยความที่เป็นองค์กรภายในที่ไม่ได้ดำเนินการอย่างอิสระ จึงทำให้การดูแลตรวจสอบมีแนวโน้มเอียงไปเข้าข้างหน่วยงานรัฐด้วยกันมากกว่า” ฟลอรา ซาพรีโอ ศาสตราจารย์ด้านนิติศาสตร์จีนแห่งมหาวิทยาลัย ไชนีส ยูนิเวอร์ซิตี ในฮ่องกง กล่าว
ด้าน เหรินเจียนหมิง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปราบปรามคอร์รัปชัน และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล 1 ใน 8 คณะผู้เชี่ยวชาญปรับร่างกฎหมายปราบปรามคอร์รัปชันที่ทำงานกับหวางชี่ชาน ยอมรับว่าความล้มเหลวในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในอดีตเกิดจากการที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการกับปัญหาขาดความเป็นอิสระทั้งในการทำงานและการตัดสินใจ รวมถึงปัญหาในเรื่องของงบประมาณ
ทั้งนี้ ในมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองลึกลงไปในรายละเอียดอีกว่า แม้รัฐบาลจะจริงจังกับการแก้ปัญหาการทุจริตมากขึ้น เพื่อลดกระแสความไม่พอใจของประชาชน แต่การประกาศมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งเครียดขึงขังนั้นยังเป็นสิ่งที่น่ากังขาอยู่ดีว่าจะทำไปได้ไกลและมากแค่ไหน
หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่คำคุยโตที่มีไว้สร้างภาพให้กับคณะผู้นำชุดใหม่เพิ่งจะขึ้นบริหารประเทศดูดีขึ้นเท่านั้น
เพราะในอดีตที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ผู้นำจีนหลายคนก็เคยประกาศท่าทีว่าจะดำเนินการปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจังหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจูหรงจี ที่ประกาศไว้ในช่วงปลายปี 2533 ว่าได้เตรียมโลงศพไว้สำหรับผู้ทุจริตแล้ว หรือประธานาธิบดีหูจิ่นเทาที่ชี้ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเหมือนระเบิดเวลาของสังคมขึ้นในช่วงขึ้นรับตำแหน่งสมัยที่ 2 ในปี 2550 แต่จนแล้วจนรอดปัญหาดังกล่าวไม่ได้จางหายไปจากสังคมจีนแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายกว่านั้นยังดูจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
ข้อมูลของหนังสือพิมพ์ไชนา เดลี ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่กระทำผิดวินัยที่ถูกลงโทษแล้วถึง 6.68 แสนราย และอยู่ในระหว่างสอบสวนมากกว่า 2.4 หมื่นราย ซึ่งจำนวนที่มากเหล่านี้ไม่ต้องนึกเลยว่า หากมีการนำตัวเลขของกลุ่มผู้ทุจริตที่หลุดรอดการตรวจจับและดำเนินคดีแล้วจะมีมากขนาดไหน
ดังนั้น กลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันว่าต่อจากนี้ไป ผู้นำแดนพญามังกรจะดำเนินการปราบปรามปัญหาการทุจริต ที่เสมือนก้อนเนื้อร้ายได้อย่างต่อเนื่องจริงจังอย่างไร และจะมีวิธีการที่มีประสิทธิภาพแค่ไหน
เพราะหากทุกอย่างยังคงวนเวียนและย่ำอยู่กับที่เหมือนเช่นที่เป็นมา แน่นอนว่าอนาคตและเสถียรภาพของรัฐบาลจีนก็จะตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างยิ่งและหนักหน่วงรุนแรงมากกว่าเดิม







