
โลกเสี่ยงวิกฤตศก.ครั้งใหญ่
หากมะกันยุโรปคว้าน้ำเหลวแก้หนี้IMFหวั่นกระทบชาติกำลังพัฒนา
หากมะกันยุโรปคว้าน้ำเหลวแก้หนี้IMFหวั่นกระทบชาติกำลังพัฒนา
ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกเสี่ยงเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หากสหรัฐยุโรปล้มเหลวแก้วิกฤตหนี้ ชี้ประเทศกำลังพัฒนาส่อรับผลหนักสุด
สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจทั้งสหรัฐและยุโรปในปัจจุบัน สร้างความวิตกกังวลต่อนักวิเคราะห์ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกโรงเตือนว่า หากสหรัฐล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้ และยุโรปไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะได้ จะส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“หากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไข จะจุดชนวนให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรปมีขนาดใหญ่ และมีความเชื่อมโยงทั้งทางด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่อาจเผชิญกับราคาอาหารที่ดีดตัวขึ้น” ลาการ์ด กล่าว ระหว่างการเดินทางเยือนประเทศมาลาวี เพื่อตรวจสอบความคืบหน้าการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล
ทางด้านความเคลื่อนไหวของข้อตกลงขยายเพดานหนี้ ยังคงไม่มีความคืบหน้า โดยล่าสุดประธานาธิบดี บารัก โอบามา ออกโรงเตือนสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน ว่า ควรให้ความร่วมมือเพื่อบรรลุข้อตกลงขยายเพดานหนี้อย่างจริงจัง
“ครอบครัวและธุรกิจชาวอเมริกันไม่สามารถกลับไปเผชิญความเสี่ยงจากผลของเกมการเมืองได้อีก เพราะหากคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดทางให้สหรัฐสามารถชำระหนี้ได้ทัน จะสร้างความหายนะต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก” ผู้นำสหรัฐ กล่าว
ทั้งนี้ สภาคองเกรสยังคงต้องหารือรายละเอียดการปรับเพิ่มเพดานหนี้ที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ให้ทันกำหนดเส้นตายในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งล่าสุดทั้งสองฝ่ายยังคงเสียงแตก ภายหลังพรรครีพับลิกันยังยืนกรานจะปรับเพิ่มเพดานหนี้ต่อเมื่อมีการตัดลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และปฏิรูปโครงการสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะเงินบำนาญและประกันสุขภาพผู้สูงอายุ
หากการหารือดังกล่าวล้มเหลว อาจส่งผลให้สหรัฐต้องเผชิญกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าสภาพเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มดีขึ้น ภายหลังเปิดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งจัดทำโดยบลูมเบิร์ก พบว่ายอดขาดดุลการค้าในเดือน พ.ย. ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยอย่างเป็นทางการ วันที่ 11 ม.ค.นี้ มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 4.12 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งลดลงเมื่อเดือน ต.ค. ที่ 4.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หลังต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงลดลง ขณะที่ภาคการส่งออกปรับตัวขึ้นจากผลพวงของเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว







