
มะกันบรรลุแผน "ฟิสคัลคลิฟ" กูรูเตือนแค่ยื้อเวลา
เดโมแครตรีพับลิกัน บรรลุข้อตกลงเลี่ยง “ฟิสคัล คลิฟ” ลุยขึ้นภาษีคนรวย ชะลอการหั่นงบประมาณ เบื้องต้นวุฒิสภาอนุมัติแผน ลุ้นสภาล่างลงมติต่อ
เดโมแครตรีพับลิกัน บรรลุข้อตกลงเลี่ยง “ฟิสคัล คลิฟ” ลุยขึ้นภาษีคนรวย ชะลอการหั่นงบประมาณ เบื้องต้นวุฒิสภาอนุมัติแผน ลุ้นสภาล่างลงมติต่อ
ทำเนียบขาวและสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน สามารถบรรลุข้อตกลงหลีกเลี่ยงวิกฤตหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ได้สำเร็จ โดยข้อตกลงดังกล่าวซึ่งมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าเส้นตายเวลา 23.59 น. ของวันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น สร้างความโล่งอกให้กับนักลงทุนทั่วโลก ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่าเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาเท่านั้น
ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลจะขึ้นภาษีชาวอเมริกันที่มีรายได้เกิน 4 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 12.4 ล้านบาท) ต่อปี และครอบครัวที่มีรายได้เกิน 4.5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 13.9 ล้านบาท) ต่อปี จากเดิมที่ระดับ 35% ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 39.6% รวมทั้งขึ้นภาษีกำไรจากการขายหลักทรัพย์และภาษีเงินปันผลที่ระดับ 20% จากเดิมที่ระดับ 15%
การขึ้นภาษีครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จของประธานาธิบดี บารัก โอบามา เนื่องจากที่ผ่านมาโอบามาได้เรียกร้องให้มีการขึ้นภาษีคนรวยมาโดยตลอด โดยอ้างว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้านี้ และขณะเดียวกันลดยอดขาดดุลงบประมาณของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการต่ออายุเงินช่วยเหลือผู้ที่ว่างงานออกไปอีก 1 ปี ซึ่งครอบคลุมคนตกงานทั่วประเทศกว่า 2 ล้านคน ตลอดจนการชะลอการขึ้นเงินเดือนนักการเมือง
ในส่วนของการตัดลดรายจ่ายมูลค่ากว่า 1.09 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.379 ล้านล้านบาท) ซึ่งจะกินระยะเวลา 10 ปีนั้น ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะชะลอการตัดสินใจออกไป 2 เดือน หรือในเดือน มี.ค.นี้แทน โดยในส่วนของ 2 เดือนแรกของปีนี้ รัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องลดงบประมาณด้านกลาโหมและสวัสดิการสังคมลงบางส่วนก่อน
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายเตือนว่า แผนดังกล่าวไม่ครอบคลุมประเด็นเรื่องการขยายเพดานหนี้สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 508 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ทั้งสองพรรคจำเป็นต้องมีการหารือกันอีกครั้งในเดือน ก.พ.และ มี.ค.นี้
ในเบื้องต้น ทางวุฒิสภาสหรัฐซึ่งมีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากนั้น ได้ลงมติอนุมัติข้อตกลงดังกล่าวแล้วด้วยคะแนนเสียง 89 ต่อ 8 เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 1 ม.ค. ตามเวลาท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งทางรีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ โดยนักวิเคราะห์แสดงความกังวลว่า แผนดังกล่าวอาจสะดุดลงในสภาล่าง ซึ่งมีการหารือกันเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา
“แม้จะไม่มีฝ่ายใดได้ในสิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศของเรา และสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ควรลังเลที่จะอนุมัติแผนนี้” ประธานาธิบดีโอบามาแถลง พร้อมย้ำชัดว่า การขึ้นภาษีควบคู่ไปกับการลดรายจ่ายคือวิธีเดียวที่ประเทศจะสามารถลดยอดขาดดุลงบประมาณได้
สอดคล้องกับสมาชิกพรรคเดโมแครตรายอื่นๆ ที่ต่างยืนกรานว่า แผนดังกล่าวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้
“นี่ไม่ใช่ข้อตกลงที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการตกหน้าผาการคลัง” ชัค ชูเมอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต กล่าว
ทั้งนี้ แม้จะเลยเส้นตายวันที่ 31 ธ.ค. 2555 ทว่ารัฐบาลสหรัฐมีเวลาถึงวันที่ 3 ม.ค. 2556 ที่จะออกร่างกฎหมายตัดลดงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากตรงกับวันหยุด
ทว่า หากแผนดังกล่าวล้มเหลว จะเกิดการตัดลดงบประมาณอัตโนมัติทันที ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนทั่วโลกต่างหวาดผวากันมากที่สุด เนื่องจากจะส่งผลให้เงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจสหรัฐมากถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 18.6 ล้านล้านบาท) อัตราว่างงานพุ่งสู่ระดับ 9.1% จากระดับ 7.7% และส่งผลให้เศรษฐกิจเมืองลุงแซมเข้าสู่ภาวะถดถอยทันที ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
จอห์น โบห์เนอร์ ประธานสภาคองเกรส และหัวหน้าวิปฝ่ายค้านพรรครีพับลิกัน ยืนยันว่า สภาล่างจะไม่มีการอนุมัติแผนใดๆ จนกว่าจะผ่านการประเมินจากสมาชิกสภาและชาวอเมริกันทั้งประเทศ พร้อมส่งสัญญาณว่า อาจต้องมีการแก้ไขแผนดังกล่าวหากจำเป็น
ทั้งนี้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสิ้นสุดลงเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสใช้เวลาถกเรื่องหน้าผาการคลังนาน 7 สัปดาห์
ด้านนักวิเคราะห์ออกโรงเตือนว่า แผนดังกล่าวไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว และเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เนื่องจากการตัดสินใจที่สำคัญอย่างการตัดลดงบประมาณถูกชะลอออกไปอีกครั้ง
“หากทั้งสองสภาอนุมัติแผนก็จะช่วยป้องกันเศรษฐกิจสหรัฐไม่ให้เข้าสู่ภาวะถดถอยได้แค่ชั่วคราวเท่านั้น” เมนซี ชิน นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ในสหรัฐ เตือน
สอดคล้องกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์จากโนมูระ ที่เตือนว่าการเจรจาที่ยืดเยื้อจะยิ่งฉุดเศรษฐกิจเมืองลุงแซมมากขึ้นเรื่อยๆ







