
วอลสตรีไม่ตอบรับว่างงานต่ำสุด 4 ปี ยังไม่ดีพอ
ท่ามกลางข่าวร้ายถึงปัญหาหน้าผาการคลังที่กำลังรุมเร้าสหรัฐ และจ่อกระทบเศรษฐกิจโลกไปด้วยในปีหน้านี้ สหรัฐก็มีข่าวดีให้หลายฝ่ายได้ชื่นใจกันออกมาบ้าง กับอัตราการว่างงานเดือน พ.ย. ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี อยู่ที่7.7% จากเดิมที่ 7.9% ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หรือมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 1.46 แสนอัตรา
ท่ามกลางข่าวร้ายถึงปัญหาหน้าผาการคลังที่กำลังรุมเร้าสหรัฐ และจ่อกระทบเศรษฐกิจโลกไปด้วยในปีหน้านี้ สหรัฐก็มีข่าวดีให้หลายฝ่ายได้ชื่นใจกันออกมาบ้าง กับอัตราการว่างงานเดือน พ.ย. ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 4 ปี อยู่ที่7.7% จากเดิมที่ 7.9% ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หรือมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 1.46 แสนอัตรา
นับเป็นข่าวดีที่น่าจะสร้างปัจจัยบวกให้กับเศรษฐกิจสหรัฐในฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยปลายปีได้มากที่สุด
ทว่า ตลาดหุ้นนิวยอร์กกลับตอบรับข่าวดีในรอบ 4 ปีเช่นนี้ ด้วยการบวกขึ้นยังไม่ทัน 1% ด้วยซ้ำ สำหรับดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ซึ่งปิดบวกไป 81.09 จุด หรือ 0.62% ไปอยู่ที่ 13,155.13 จุด เช่นเดียวกับเอสแอนด์พี ที่บวกได้เพียง 0.29% หรือ 4.13 จุด ไปอยู่ที่ 1,418.07 จุด ขณะที่แนสแด็ก คอมโพสิต สวนทางลบไป 0.38% หรือ 11.23 จุด มาอยู่ที่ 2,978.04 จุด
การที่ตัวเลขว่างงานลดลงต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี กลับไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดได้มากนั้น จึงนับเป็นบทสะท้อนที่ชัดเจนได้อย่างหนึ่งว่า ตลาดการจ้างงานสหรัฐอาจยังไม่ดีขึ้นอย่างแท้จริง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐก็ยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ
โดยปกติแล้วการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นราวเดือนละ 1.5 แสนอัตรานั้น ไม่สามารถฉุดอัตราการว่างงานให้ลดต่ำลงมามากเช่นนี้ได้ ตัวเลขที่ลดลงถึง 0.2% จึงเป็นผลมาจากการที่คนตกงานเลิกหางานทำ หรือไม่คิดจะเข้าสู่ตลาดการจ้างงานอีกต่อไป ทำให้ไม่ถูกนำมาคิดคำนวณรวมกับอัตราการว่างงานของรัฐบาล
รัฐบาลสหรัฐได้จัดทำแบบสำรวจขึ้นมา 2 ประเภท แบบที่ 1 คือ สำรวจว่ามีการสร้างตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นเท่าไรในแต่ละเดือน ขณะที่การสำรวจแบบที่ 2จะเน้นหาอัตราการว่างงานโดยเฉพาะซึ่งในบางครั้งแบบสอบถามทั้งสองประเภทนี้กลับให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
ผลสำรวจการจ้างงานจะเน้นสอบถามบรรดาหน่วยงานภาครัฐและบริษัทขนาดใหญ่ในแต่ละเดือนว่ามีการจ้างงานเท่าไร ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลทราบว่าในเดือนนั้นๆ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร เช่น ผลสำรวจในเดือน พ.ย. ที่เพิ่งออกมานั้น ระบุว่า บริษัทเอกชนจ้างงานเพิ่ม 1.47 แสนอัตรา ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐทั้งระดับรัฐบาลกลางและท้องถิ่นกลับลดคนไป 1,000 อัตรา
อีกด้านหนึ่ง คือ ผลสำรวจภาคครัวเรือน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐจะสอบถามครัวเรือนต่างๆ ว่า สมาชิกในวัยทำงานของแต่ละบ้านมีงานทำหรือไม่ ซึ่งหากตกงานและกำลังมองหางานทำ หรือตระเวนสมัครงานอยู่ บุคคลนั้นจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มว่างงานทันที
ทว่า หากไม่มีงานทำและไม่คิดที่จะหางาน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม บุคคลนั้นจะไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มว่างงาน ซึ่งผลสำรวจหลังนี้นำไปสู่การประเมินตัวเลขการว่างงานสหรัฐในแต่ละเดือนออกมา
นอกจากนี้ ผลสำรวจภาคครัวเรือนยังเป็นการสุ่มสำรวจครัวเรือนทั่วสหรัฐเพียง 6 หมื่นครัวเรือนเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถสะท้อนภาพที่แท้จริงของตลาดงานในสหรัฐที่ครอบคลุมชาวอเมริกันกว่า 100 ล้านครัวเรือนได้ทั้งหมด ในขณะที่ผลสำรวจการจ้างงานจะเป็นการสอบถามข้อมูลจากบริษัทเอกชนและหน่วยงานภาครัฐราว 1.4 แสนแห่ง ซึ่งมีการจ้างงานราว 1 ใน 3 ของการจ้างงานนอกภาคเกษตรทั่วประเทศ
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลสำรวจทั้ง 2 แบบจะมีตัวเลขไม่ตรงกันในบางครั้ง โดยนับตั้งแต่ที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐสิ้นสุดลงเมื่อเดือน มิ.ย. 2009 ผลสำรวจการจ้างงานระบุว่า ภาคส่วนต่างๆ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 3.35 ล้านอัตรา ในขณะที่ผลสำรวจภาคครัวเรือนกลับระบุว่า มีคนตกงานเกือบ 3.1 ล้านคนเท่านั้นที่ได้งานทำ
โดยปกติแล้วชาวอเมริกันและคนทั่วไปจะให้ความสำคัญกับอัตราว่างงานสหรัฐ ซึ่งมาจากผลสำรวจภาคครัวเรือนมากกว่า ในขณะที่กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งต้องการวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐอย่างแท้จริง จะให้ความสนใจตัวเลขอัตราการจ้างงาน ซึ่งสะท้อนตัวเลขงานในระบบได้แม่นยำกว่า
นอกจากนี้ การไม่ตอบรับข่าวดีของตลาดหุ้นสหรัฐ ยังเป็นเพราะดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนล่าสุด โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งลดลงมาอยู่ที่ 74.5 จุด จากเดิม 82.7 จุด ในเดือน พ.ย. ทำให้ยังไม่เห็นความสอดคล้องกันระหว่างตลาดงานกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่จะจับจ่ายใช้สอย ซึ่งการค้าปลีกในสหรัฐนั้นคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐ
ตัวเลขว่างงานที่ดีที่สุดในรอบ 4 ปีจึงอาจยังไม่เพียงพอที่จะบอกได้อย่างแท้จริงว่า เศรษฐกิจเบอร์ 1 ของโลกฟื้นไข้หายป่วยจริงๆ แล้ว







