
อร่อยร้อยลิ้น (3)
สัปดาห์นี้ผมมีเพื่อนมาชวนทานอาหารญี่ปุ่นพร้อมๆ กัน 3 คน คนแรกอยากให้พาไปทานราเมงอร่อยๆ
สัปดาห์นี้ผมมีเพื่อนมาชวนทานอาหารญี่ปุ่นพร้อมๆ กัน 3 คน คนแรกอยากให้พาไปทานราเมงอร่อยๆ
คนที่สองอยากทาน Tonkatsu หมูดำ อีกคนอยากทานปลาดิบดีๆ โดยทั้ง 3 คนอนุมานว่าผมไปญี่ปุ่นบ่อยๆ ต้องรู้ว่าร้านไหนอร่อยแน่ๆ แต่ความเป็นจริงคือผมทานอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยไม่มากเท่ากับทานที่ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นร้านที่ผมทานในเมืองไทยนั้นค่อนข้างจำกัดจำเขี่ยครับ หลายร้านอาจจะล้าสมัยไปแล้วก็เป็นได้ ยิ่งปัจจุบันนี้ถ้าดูจากความนิยมแล้ว อาหารญี่ปุ่นมาแรง แรงกว่าอาหารชาติไหน ถ้าเป็นเรื่องความบันเทิง ญี่ปุ่นอาจจะสู้เกาหลีไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องปากท้องนี่ ยืนยันว่าญี่ปุ่นกินขาด ถ้าท่านไม่เชื่อลองไปเดินตามศูนย์การค้าดูก็ได้ ร้านอาหารญี่ปุ่นมาอันดับหนึ่งแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าร้านอาหารไทยก็ได้ หรืออย่างร้านอาหารญี่ปุ่นย่านเจแปนทาวน์แถวสุขุมวิทนี่ สมัยก่อนมีแต่คนญี่ปุ่นทานเสียเป็นส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานบริษัทญี่ปุ่นและมีเพื่อนร่วมงานเป็นชาวญี่ปุ่นอยู่บ้าง ผมเองก็คงไม่ได้มาหาอาหารญี่ปุ่นแถวนี้ทานเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ลองไปดูสิครับ คนไทยไปทานกันเยอะขึ้นมาก และต้องยอมรับว่าร้านเยอะมากเสียจนไล่ตามไปทานกันไม่หวาดไม่ไหว แต่ในบรรดาร้านอาหารที่สยามนิยมนั้นมักจะไม่พ้นราเมง เนื้อย่าง ซูชิ หรือซาชิมิ ทั้งๆ ที่ยังมีอาหารญี่ปุ่นอีกมากหลายที่อร่อยไม่น้อยหน้ากัน อย่างโอโคโนมิยากิ ที่ผมเขียนไว้ในสัปดาห์ก่อนก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรา ทำให้ผมนึกถึงอาหารอีกชนิดหนึ่งซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นในบ้านเรามากนัก อาหารชนิดนี้เรียกว่า Kushiage (คุชิอาเงะ)
คำว่า Kushiage มาจากศัพท์ 2 ตัว ตัวแรก Kushi (คุชิ) แปลว่า ไม้เสียบ Age (อาเงะ) แปลว่า ทอด รวมกันแล้วหมายถึงของเสียบไม้แล้วนำมาทอด ซึ่งของที่จะนำมาเสียบไม้นั้นเป็นได้แทบทุกอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ทั้งบก ทั้งน้ำ พืชผักตามฤดูกาล อาหารแปรรูปพวกไส้กรอก ปูอัดก็ได้ หรือของที่ไม่น่าจะนำมาทอดอย่างไอศกรีม ก็มีให้เห็นอยู่หลายเจ้าเหมือนกัน อาหารชนิดนี้ผมว่าจริงๆ แล้วน่าจะคุ้นปากคนไทยมากกว่าอาหารญี่ปุ่นประเภทอื่น เพราะเรามีทั้งลูกชิ้นทอด เกี๊ยวทอด และสารพัดของเสียบไม้ทอดคล้ายๆ กับ Kushiage กับเขาเหมือนกัน จำได้ว่าตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มีรถเข็นขายของทอดแนวๆ นี้อยู่แถวสามย่าน มีของให้เลือกเยอะแยะ ตอนบ่ายๆ เย็นๆ ต้องออกไปยืนเข้าคิวซื้อ ถือเป็นของว่างยามเย็นที่ถูกปากนิสิตยุคนั้นอย่างหนึ่งกันทีเดียว
ร้าน Kushiage นั้นมีแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในแถบคันไซ โดยเฉพาะที่โอซากา บางแห่งก็เรียก Kushikatsu เพราะผิวนอกใช้วัตถุดิบเดียวกันกับ Tonkatsu และในร้าน Tonkatsu บางร้านก็จะมี Kushikatsu ขายด้วย ผมจำได้ว่าเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ตอนมาเยี่ยมเพื่อนที่โอซากา ผมขอให้เขาพาไปทานอาหารท้องถิ่น เขาพาผมไปทาน Kushiage หรือ Kushikatsu นี่แหละครับ ก็เลยรู้จักมักคุ้นกันมานาน มีโอกาสไปโอซากาก็ต้องหาโอกาสไปทานซักมื้อ ร้านประจำๆ ที่ไปทานก็เป็นร้านดังของโอซากาชื่อ Daruma เคยไปทานที่ร้านแม่อยู่แถวๆ ย่าน Shinsekai ซึ่งมีหอเหล็กชื่อ Tsutenkaku เป็นสัญลักษณ์ของย่านนั้น ร้าน Daruma นี่อยู่แถวๆ ฐานของหอนั่นแหละครับ เป็นร้านบ้านๆ มีคอกสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลาง คนทอดอยู่ในคอก คนกินต้องนั่งกินอยู่รอบๆ คอก วิธีสั่งก็จิ้มๆ ในเมนูว่าเราจะเอาอะไร แล้วเขาก็จะทอดของที่เราสั่งใส่ถาดสังกะสีมาให้ ระหว่างที่รอของทอด ผมแนะนำให้สั่งกะหล่ำปลีมาทานเล่นๆ เป็นใบกะหล่ำปลีสดๆ กรอบๆ หั่นพอดีคำ เวลาทานก็ทานกับน้ำจิ้มออกรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ซึ่งเขาใส่กระบะเล็กๆ วางไว้ตรงหน้า การจิ้มน้ำจิ้มนี่เขามีกฎเหล็ก คือ อาหารแต่ละชิ้นจะจิ้มได้แค่ครั้งเดียว ห้ามกัดก่อนจิ้ม เพราะกระบะน้ำจิ้มนี้เป็นของสาธารณะ ใครมายืนตรงนี้ก็จะจิ้มกระบะตรงหน้าเขา ประโยชน์ของกะหล่ำปลีอีกอย่างก็คือ ใช้ตักน้ำจิ้มมาใส่จานตัวเองในกรณีที่ท่านชอบทานน้ำจิ้มมากเป็นพิเศษ
การทาน Kushiage ให้อร่อยต้องทานตอนร้อนๆ ดังนั้นท่านต้องใจเย็นๆ และสั่งแต่พอทาน อย่าสั่งมาทีละเยอะๆ ผมแนะนำให้ลองสั่งมาทานดูหลายๆ อย่างก่อน และถ้าติดใจไม้ไหนแล้วค่อยสั่งซ้ำ สำหรับผมเมนูโปรดคือ ชีสทอดครับ ผิวนอกกรอบ ข้างในยืดๆ หนืดๆ ให้รสสัมผัสที่แตกต่างแต่ลงตัว อีกอันก็ต้องรากบัวกรอบๆ กรอบนอกกรอบในเคี้ยวมันดีครับ จิ้มน้ำจิ้มไม่ต้องมาก เพราะจะไปตัดรสดั้งเดิมหมด ทาน Kushiage สลับกับกะหล่ำปลี จะทำให้ไม่เลี่ยนและทานได้มากขึ้นครับ หลังๆ เขามาเปิดสาขาแถวย่าน Dotombori ก็เลยไม่ค่อยได้ไปร้านแม่ที่ Shinsekai ใครอยากลองไปทานร้านสาขา Dotombori หาไม่ยาก ตั้งต้นจากหน้าร้านปู Kanidoraku สำนักใหญ่ตรงสะพานกูลิโกะ ถ้าหันหน้าเข้าหาร้านให้เดินไปทางขวาประมาณ 200 เมตร จะเห็นตุ๊กตารูปคนใส่ชุดพ่อครัวยืนแลบลิ้นกอดอกถือ Kushiage อยู่หน้าร้าน นั่นแหละครับเดินเข้าไปได้เลย จะนั่งหน้าเคาน์เตอร์หรือนั่งโต๊ะก็แล้วแต่สะดวก สนนราคาก็ไม่แพง ไม้ละประมาณ 150-200 เยนแค่นั้นเองครับ







