
เปิดปูมคำสาป "ลอตเตอรี่เงินล้าน" เมื่อเงินซื้อทุกอย่างไม่ได้
วินาทีที่พาวเวอร์บอล บริษัทลอตเตอรี่ออนไลน์ชื่อดังในเมืองลุงแซม ประกาศตัวเลขรางวัลแจ็กพอต 6 ตัว ชีวิตของ 2 ผู้โชคดีชาวอเมริกัน
วินาทีที่พาวเวอร์บอล บริษัทลอตเตอรี่ออนไลน์ชื่อดังในเมืองลุงแซม ประกาศตัวเลขรางวัลแจ็กพอต 6 ตัว ชีวิตของ 2 ผู้โชคดีชาวอเมริกัน
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
ผู้ครอบครองตั๋วลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที
เพราะไม่เพียงแต่โอกาสในการถูกรางวัลแจ็กพอตครั้งนี้จะมีเพียงแค่ 1 ใน 175 ล้านครั้งเท่านั้น ทว่ายังเป็นรางวัลที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ 550 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17,050 ล้านบาท) โดยหากไม่มีผู้อื่นออกมาแสดงตัว ผู้โชคดีทั้งสองคนซึ่งเป็นชาวรัฐแอริโซนาและมิสซูรี ก็จะได้แบ่งเงินรางวัลกันไปคนละเกือบ 7,000 ล้านบาท
เรียกได้ว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ใครต่อใครก็ปรารถนาอยากครอบครองสักครั้งในชีวิต เพราะเชื่อว่าสามารถทำให้ชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการทำงานหนักหาเช้ากินค่ำหรือติดแหง็กในวงโคจรชีวิตมนุษย์เงินเดือนอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม งานนี้มีเสียงเตือนหนาหูจากทั้งผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และอดีตผู้โชคดีที่เคยคว้ารางวัลแจ็กพอตเงินล้านมาแล้วหลายต่อหลายคนว่า “บางทีสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่คาดคิด”
“การถูกแจ็กพอตเงินล้านเปลี่ยนชีวิตคนเราจริง แต่ที่น่ากลัวก็คือแนวโน้มที่ชีวิตจะแย่ลงนั้นมีมากกว่าที่จะดีขึ้น” ชาวอเมริกันที่เคยถูกลอตเตอรี่ เตือน
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือปัจจุบันข่าวคราวเรื่องราวชีวิตตกอับหรือการผลาญเงินรางวัลจนหมดตัวมีให้เห็นกันมากขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์ จากเดิมที่จะมีแต่ภาพแห่งความสุขของผู้โชคดีที่กำลังยืนยิ้มแฉ่งขณะรับเช็คเงินรางวัล
สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญที่เตือนว่า น้อยคนนักที่จะมี “แฮปปี้เอนดิง” หลังได้รับเงินก้อนโต เพราะหากไม่รู้จัก “ปรับตัว” หรือ “วางแผนการใช้เงิน” ให้ดี การถูกแจ็กพอตก็ไม่ต่างอะไรจากการ “ถูกสาป” สามารถทำลายชีวิตคนคนหนึ่งให้ร่วงสู่ระดับต่ำสุด แถมบางรายนั้นถึงขั้นต้องสังเวยชีวิตให้กับเงินก็ยังมี
หลุมพรางข้อแรกที่บรรดาเศรษฐีใหม่มักมองข้ามจนตกหล่นลงไปนั้น ก็คือ “การลาออกจากงาน”
“คนที่ไม่เคยสัมผัสความร่ำรวยและชีวิตที่สุขสบาย เคยต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนมักตกเป็นเหยื่อของความเชื่อผิดๆ ที่ว่า พอได้เงินก้อนโตมาแล้ว ชาตินี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกต่อไป ซึ่งไม่ถูกต้องเลย” พอล โกลด์แดน โฆษกองค์กรพัฒนาทักษะด้านการเงินของสหรัฐ กล่าว พร้อมย้ำว่า สิ่งแรกที่เศรษฐีใหม่ทุกคนต้องทำ ก็คือการปรับความคิดและความเข้าใจของตัวเองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะหากสภาพจิตใจไม่พร้อมที่จะรับมือกับ “อิทธิพลของเงิน” โอกาสที่เศรษฐีใหม่จะตกเป็นเหยื่อของเงินก็มีมากขึ้นจนนำไปสู่การบริหารเงินผิดพลาด ซึ่งนับเป็นปัญหาหลักที่พบมากที่สุดในคนกลุ่มนี้
ไล่เรียงตั้งแต่การทุ่มเงินไปกับการซื้อของฟุ่มเฟือยราคาแพงทั้งคฤหาสน์ รถหรู เสื้อผ้าดีไซเนอร์ชื่อดัง เครื่องบินส่วนตัว เรือยอชต์ แพ็กเกจทัวร์ 5 ดาว หรือจะเป็นการลงทุนผิดพลาดปราศจากการดูแลของที่ปรึกษาด้านการลงทุน รวมทั้งการ “ลดแลกแจกแถม” ให้กับบรรดาญาติมิตรและเพื่อนพ้องที่จู่ๆ ก็โผล่เข้ามาในชีวิตอย่างไม่ขาดสาย
“ฉันต้องปฏิเสธญาติหลายคนที่มาขอเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำใจยากมาก เพราะคนเหล่านี้คือครอบครัว คือคนที่ฉันรัก แต่สุดท้ายทุกคนก็สูบเงินฉันจนหมดตัว” แซนดรา เฮย์ส อดีตนักสังคมสังเคราะห์ ซึ่งถูกแจ็กพอต 112 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,472 ล้านบาท) เมื่อปี 2551 เผย
ว่ากันว่า สาเหตุหลักนั้นมาจากความเชื่อผิดๆ ที่ว่า การใช้เงินซื้อสิ่งของราคาแพงช่วยให้คน “มีความสุข”
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของนักจิตวิทยาในเมืองลุงแซม พบว่า ในบรรดาผู้ถูกรางวัลลอตเตอรี่ทั้งหมดนั้น มีเพียงครึ่งหนึ่งที่ยังคงมีความสุขหลังเวลาผ่านไป 3 ปี!
“พวกเขาจะคิดว่าตัวเองมีความสุขในตอนแรก แต่หลังจากเวลาผ่านไปไม่กี่เดือน ระดับความสุขก็จะลดลง” ไบรอัน มาร์ติน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยวอลลองกอง ในออสเตรเลีย กล่าว
ด้าน อัลดัน ทาร์ต นักจิตวิทยา อธิบายว่า พอคนมีความเคยชินกับการมีเงิน และซื้อของบ่อย ก็จะต้องยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อแลกกับความสุขในระดับเท่าเดิม สอดคล้องกับความเห็นของ เกล ซอลส์ นักจิตวิทยาชื่อดังในนครนิวยอร์ก ซึ่งเตือนว่าการถูกเงินแจ็กพอตทำให้ “มาตรฐานความสุข” ของคนสูงขึ้น
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือจากเดิมที่เคยมีความสุขจากการคุยเล่นกับเพื่อนฝูง หรืออ่านนิตยสาร พอกลายเป็นเศรษฐีใหม่กิจกรรมเหล่านี้ก็อาจมีความสำคัญน้อยลงนั่นเอง
“หากซื้อบ้านใหม่ คุณก็จะไปอยู่ท่ามกลางเศรษฐี ดังนั้นชีวิตอาจไม่มีความสุข หากต้องเผชิญกับแรงกดดันหรือความคาดหวังใหม่ๆ จากเพื่อนกลุ่มใหม่ ลองดูเศรษฐีเป็นตัวอย่าง พอถึงจุดๆ หนึ่ง พวกเขาจะเลือกนำเงินไปมอบให้กับองค์กรการกุศล สะท้อนให้เห็นว่า บางทีการให้ก็ทำให้คนเรามีความสุขกว่าการใช้จ่าย” มาร์ติน กล่าว
และคงไม่มีใครทราบดีไปกว่า แจ็ก วิทเทเกอร์ คุณปู่จากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเคยถูกรางวัลแจ็กพอตเมื่อปี 2545 รับเงินไปถึง 315 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9,765 ล้านบาท)
ในเบื้องต้นนั้น วิทเทเกอร์ได้มอบเงินรางวัลบางส่วนให้กับมูลนิธิต่างๆ ทว่าหลังจากนั้น ชีวิตก็เปลี่ยนเป็นฝันร้ายในทันทีหลังเจ้าตัวถูกโจรงัดรถ ขโมยกระเป๋าเอกสารที่เก็บเงินสดไว้มากถึง 5.45 แสนเหรียญสหรัฐ และหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกโจรปล้นบ้านกวาดทรัพย์สินไปได้คิดเป็นมูลค่ามหาศาล
เมื่อชีวิตแทบจะไม่เหลือที่พึ่ง คุณปู่วิทเทเกอร์จึงหันไปพึ่งแอลกอฮอล์แทน และเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติอาชญากรรมอันยาวเหยียด
แว่วว่า วิทเทเกอร์ตกต่ำถึงขั้นตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ท้ายที่สุดแล้ว เงิน 315 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นคุ้มค่าหรือไม่”
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายคนที่หลุดเข้าไปในวงจรอุบาทว์ของแอลกอฮอล์ ยาเสพติด และอาชญากรรม อย่างกรณีของ อแมนดา เคลย์ตัน สาววัย 25 ปี ที่ถูกพบเสียชีวิตภายในบ้านพักเพียงไม่ถึง 1 ปี หลังรับเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผลการชันสูตรพบว่า สาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากการเสพยาเกินขนาด
ทางครอบครัวของเคลย์ตันกล่าวโทษเงินรางวัลว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกสาวกลายเป็นสาวปาร์ตี้ ติดเหล้าและยางอมแงม
หรือจะเป็นเรื่องราวสุดสลดของครอบครัวธอร์น ในออสเตรเลีย โดยหลังจากที่สื่อออสซีตีข่าวว่า ผู้เป็นพ่อคว้าเงินรางวัล 1 แสนเหรียญยูโร ในปี 2503 ลูกชายวัย 8 ขวบ ก็ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม
อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าการถูกลอตเตอรี่จะนำพาแต่เรื่องเลวร้าย
เพราะที่ผ่านมา มีผู้โชคดีหลายต่อหลายคนที่สามารถบริหารเงินรางวัลได้อย่างชาญฉลาดจนทุกวันนี้ก็ยังมีเงินเหลือกินเหลือใช้อย่างสบาย
ไมเคิล เท็ปสตรา อดีตเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจากรัฐเนแบรสกาใช้เทคนิค “คิดแบบคนจน” ในการบริหารเงินรางวัลกว่า 22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 682 ล้านบาท)
“ผมไม่เคยคิดจะซื้อของฟุ่มเฟือยเลย ผมมีเงินซื้อเรือยอชต์และเครื่องบินส่วนตัว แต่ผมจะซื้อทำไมในเมื่อไม่มีความจำเป็นต้องใช้สักอย่าง” เท็ปสตรา กล่าว พร้อมยืนยันว่า ของฟุ่มเฟือยเพียงสิ่งเดียวที่ยอมซื้อ ก็คือบ้านหลังใหม่นั่นเอง
สวนทางกับแบรด ดุ๊ก เจ้าของโรงยิมวัย 34 ปี จากรัฐไอดาโฮ ที่รีบจ้างที่ปรึกษาด้านการเงินมือฉมังในทันทีหลังได้รับเช็คเงินรางวัล 220 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,820 ล้านบาท) เพื่อช่วย “บริหารเงินให้งอกเงย” โดยล่าสุดนั้น นิตยสารฟอร์จูนเผยว่า ดุ๊กได้ลงทุนในพันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 45 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ ก็ยังมีผู้ถูกรางวัลอีกหลายคนที่กลายเป็นฮีโร่ในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน ภายหลังเลือกที่จะนำเงินรางวัลไป “ตอบแทนสังคม”
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของ เลส โรบินส์ อาจารย์มัธยมจากรัฐวิสคอนซินในสหรัฐที่ตัดสินใจควักเงินส่วนตัวซื้อที่ดินหลายไร่เพื่อเปิดค่ายกิจกรรมให้กับเยาวชน หลังเจ้าตัวถูกรางวัลแจ็กพอตเงินรางวัล 111 ล้านเหรียญสหรัฐ(ราว 3,441 ล้านบาท) เมื่อปี 2536
เช่นเดียวกับ คู่รักดวงเฮง แจ็กกี้และกิลเบิร์ต ซิสเนรอส ที่ถูกรางวัลแจ็กพอตเมกามิลเลียนเมื่อปีก่อน รับโชคกว่า 266 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8,246 ล้านบาท) โดยหลังจากที่นำเงินรางวัลส่วนหนึ่งไปใช้ซื้อบ้านในฝันและฮันนีมูนรอบ 2 ที่ฮาวายแล้ว คู่รักใจบุญก็ตัดสินใจควักเงินอีก 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งมูลนิธิกองทุนการศึกษาเพื่อนักเรียนฮิสแปนิก
“เราเคยได้รับความช่วยเหลืออย่างท่วมท้นจากชุมชน ในวันที่เรามีเงิน เราจึงอยากช่วยเหลือคนอื่นบ้าง และตอนนี้ครอบครัวของเราก็มีความสุขมากๆ”
สมแล้วกับคำกล่าวที่ว่า “ความสุขอยู่ที่ใจไม่ใช่เงินทอง”







