
อาเซียนสดใส ศก.ปีหน้าแกร่งญี่ปุ่นทรุดหนักขาดดุยยับ 30 ปี
เศรษฐกิจอาเซียนสดใส จะกลับมาเติบโตเทียบเท่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจได้ในอีก 5 ปีนี้
เศรษฐกิจอาเซียนสดใส จะกลับมาเติบโตเทียบเท่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจได้ในอีก 5 ปีนี้
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ออกรายงานประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2013 ระบุว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้จะกลับมาเติบโตในระดับช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ได้อีกครั้งที่อัตราเฉลี่ย 5.5% ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้
โออีซีดี ระบุว่า 10 ชาติสมาชิกอาเซียนนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่สามารถต้านทานการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและอินเดียได้เป็นอย่างดี ซึ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่เฉลี่ย 8.3% จากเดิมในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจที่ 10.5% ส่วนอินเดียจะอยู่ที่ 6.4% จากเดิมที่ 7.1%
นอกจากนั้น โออีซีดี ยังเห็นว่าเศรษฐกิจของอาเซียนจะเริ่มเปลี่ยนจากเดิมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นสำคัญ มาเป็นการขับเคลื่อนจากแรงซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง
“การเติบโตของความต้องการภายใน ประกอบกับการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน จะเป็นแรงขับสำคัญต่อการเติบโตของประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียน การเติบโตดังกล่าวจะพึ่งพาการส่งออกน้อยลง และการขยายตัวของชนชั้นกลาง จะยิ่งช่วยส่งเสริมความต้องการสินค้าในตลาดภายในอีกด้วย” รินทาโร ทามากิ รองเลขาธิการโออีซีดี กล่าว
ในรายงานระบุว่า การขยายตัวของชนชั้นกลางในอาเซียนนั้น จะช่วยส่งเสริมการใช้จ่ายมากขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงสินค้าประเภททนทาน ตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงอุปกรณ์ในครัวเรือน
กระนั้นก็ตาม โออีซีดีได้ร้องขอให้ชาติอาเซียนเร่งลดปัญหาความแตกต่างระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกันลงให้มากกว่านี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารายได้ของ 6 ชาติอาเซียน ได้แก่ บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทยนั้น สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของประชากรในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามอย่างมาก
ขณะเดียวกัน ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนกำลังย่ำแย่หนัก โดยรัฐบาลกรุงโตเกียวเปิดเผยตัวเลขขาดดุลการค้าครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 30 ปี หลังจากที่การส่งออกไปยังจีนคู่ค้ารายใหญ่นั้น ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากกรณีข้อพิพาทเกาะเตียวหยู ทำให้การส่งออกโดยรวมไปยังจีนนั้นปรับลดลงอย่างฮวบฮาบ
การขาดดุลการค้าประจำเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าญี่ปุ่นขาดดุลไปทั้งสิ้น 5.49 แสนล้านเยน หรือประมาณ 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.07 แสนล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการขาดดุลติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 แล้วในปีนี้
นอกจากนั้น ตัวเลขดังกล่าวยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ที่ 3.6 แสนล้านเยนด้วย
รายงานระบุว่า การส่งออกไปยังจีนนั้นปรับลดลงถึง 11.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ในเดือน ก.ย. การส่งออกไปยังจีนก็ปรับลดลง 14.1% เช่นเดียวกัน
การขาดดุลการค้ามหาศาลดังกล่าว ถือว่าเป็นผลกระทบโดยตรงจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างจีนและญี่ปุ่นต่อกรณีข้อพิพาททางทะเลที่ระอุขึ้นมาตั้งแต่เดือน ก.ย. ซึ่งก่อให้เกิดกระแสการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นอย่างหนักในจีน ไปจนถึงการทำลายทรัพย์สินของภาคธุรกิจญี่ปุ่นในจีนด้วย
ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นถือว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตดังกล่าว โดยยอดการส่งออกรถยนต์จากญี่ปุ่นไปยังจีนปรับลดลงถึง 82% ส่วนการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง 28.1%
นักเศรษฐศาสตร์ยังคาดว่า เศรษฐกิจโดยรวมของญี่ปุ่นในช่วงไตรมาส 3 นี้อาจจะติดลบรุนแรง และทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 15 ปีด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นแรงกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องงัดมาตรการผ่อนปรนทางการเงินออกมาใช้เพื่อกระตุ้นตลาดอีกระลอก







