
สหรัฐดึงอาเซียนร่วมทีพีพีแข่ง‘จีน’
ริเริ่มการเจรจาการค้ามะกันอาเซียนกรุยทางสู่ทีพีพีแข่งค้าเสรี‘อาร์ซีอีพี’
ริเริ่มการเจรจาการค้ามะกันอาเซียนกรุยทางสู่ทีพีพีแข่งค้าเสรี‘อาร์ซีอีพี’
อเมริกาเปิดตัวข้อตกลงริเริ่มเศรษฐกิจสหรัฐอาเซียน ปูทางชาติอาเซียนสู่ข้อตกลงการค้าทีพีพี แข่งกับข้อตกลงการค้าอาเซียนบวก 6
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ และผู้นำชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้ประกาศข้อตกลงริเริ่มขยายความมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจสหรัฐอาเซียน (ยูเออีอีอี) เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา
ทั้งนี้ ข้อตกลงริเริ่มดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการปูทางสำหรับชาติสมาชิกอาเซียนเพื่อเข้าสู่การเป็นสมาชิกในข้อตกลงพันธมิตรทรานส์แปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่นำโดยสหรัฐและหลายประเทศในรอบแปซิฟิก ซึ่งขณะนี้มีชาติสมาชิก 11 ประเทศ มีชาติอาเซียน 4 ประเทศที่เข้าร่วมอยู่แล้ว คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม
ขณะเดียวกันทีพีพียังจะเป็นข้อตกลงการค้าที่ช่วยส่งเสริมสถานะการดำรงอยู่ของสหรัฐในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะความเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการค้า ในช่วงที่สหรัฐกำลังแข่งขันขยายอิทธิพลกับจีนในภูมิภาคนี้มากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากนั้น ความเคลื่อนไหวของสหรัฐในครั้งนี้ ยังถือเป็นความพยายามของสหรัฐที่จะก้าวให้ทันกับข้อตกลงทางด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างอาเซียน และอีก 6 ชาติคู่เจรจาในความร่วมมือกรอบข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) ซึ่งมีสมาชิกประกอบไปด้วยสมาชิกอาเซียน 10 ชาติ พร้อมด้วย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งได้มีการประกาศริเริ่มขึ้นเช่นกันในการประชุมครั้งนี้ที่พนมเปญ โดยในข้อตกลงนี้ไม่มีสหรัฐร่วมอยู่ด้วย
“อาเซียนคือตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของสหรัฐ และเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 5 อาเซียนมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นโอกาสของการส่งออกของสหรัฐด้วย” แถลงการณ์ของทำเนียบระบุ
อีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่สหรัฐจำเป็นที่จะต้องริเริ่มข้อตกลงการค้ากับอาเซียนดังกล่าว เนื่องมาจากสหรัฐต้องการเข้าถึงตลาดอาเซียนในบางประเทศอาเซียนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) อันได้แก่ ตลาดกัมพูชา ลาว และพม่า
ภายในข้อตกลงริเริ่มขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐและอาเซียนในครั้งนี้ จะเจรจากันในหลายประเด็นซึ่งครอบคลุมถึงการวางมาตรฐานระบบศุลกากรให้สอดคล้องกัน การปกป้องนักลงทุนในรูปแบบเดียวกัน และการใช้หลักการดำเนินธุรกิจให้ไปในทิศทางเดียวกันด้วย
ทางด้านรัฐมนตรีพาณิชย์จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ได้เริ่มกระบวนการเจรจาค้าเสรีระหว่างกันแล้ว นอกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่กรุงพนมเปญเช่นกัน ซึ่งข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง 3 ชาติดังกล่าวจะเป็นเฟืองสำคัญในกรอบความร่วมมือข้อตกลงพันธมิตรทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์ซีอีพี) กับชาติอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 3 ชาติที่เหลือด้วย
ขณะที่รัฐมนตรีทั้งสามชาติได้เปิดการเจรจากันที่โรงแรมที่พักในกรุงพนมเปญเมื่อช่วงเย็นวันที่ 20 พ.ย. อย่างเป็นทางการ ซึ่งหากการเจรจาสำเร็จไปได้ด้วยดีนั้น จะทำให้จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น กลายเป็นเขตการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกทีเดียว โดยเมื่อปีที่แล้วการค้าระหว่าง 3 ประเทศนี้มีมูลค่ามหาศาลถึง 5.149 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
การเริ่มต้นเจรจาในครั้งนี้ มีขึ้นในจังหวะที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างก็มีกรณีข้อพิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้ระหว่างกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ข้อพิพาทเกาะเตียวหยูระหว่างจีนและญี่ปุ่นก็ทำให้เกิดการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นอย่างหนักในจีน ขณะที่ข้อพิพาทเกาะดอกโดระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็ทำให้ทั้งสองชาติหวาดระแวงกันมากขึ้น
ด้านแหล่งข่าวทางการทูตให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันที่มากขึ้นน่าจะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นได้ และการเจรจาการค้าเสรีระหว่าง 3 ชาตินั้นก็น่าจะลุล่วงไปได้ด้วยดี
“เราจำเป็นต้องขยายการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ออกไป ซึ่งจะเป็นความร่วมมือแห่งเอเชียตะวันออกอย่างแท้จริง” ฉินกัง โฆษกรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวที่กรุงพนมเปญ พร้อมกับย้ำว่า ข้อตกลงการค้าเสรีจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำไปสู่ความร่วมมือทางการค้ามากขึ้นในภูมิภาคเอเชียอย่างแน่นอน







