posttoday
โอกาศทองตีฆ้องฟ้องโลก ไทย-พม่า-เขมร เกาะกระแสโอบามาเยือนถิ่น

โอกาศทองตีฆ้องฟ้องโลก ไทย-พม่า-เขมร เกาะกระแสโอบามาเยือนถิ่น

18 พฤศจิกายน 2555

ณ วินาทีนี้ หากกล่าวว่า เป้าความสนใจของบรรดาสื่อมวลชน ไม่ว่าจะสื่อในประเทศหรือต่างประเทศ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ณ วินาทีนี้ หากกล่าวว่า เป้าความสนใจของบรรดาสื่อมวลชน ไม่ว่าจะสื่อในประเทศหรือต่างประเทศ ล้วนพุ่งมาที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะ 3 ประเทศสมาชิกอาเซียนอย่าง ไทย กัมพูชา และพม่า ก็คงจะไม่เกินเลยจากความเป็นจริงจนเกินไปนัก

เพราะเมื่อผู้นำประเทศของชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก เช่น ประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ประกาศกำหนดการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีสำหรับไทย และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สำหรับการเยือนพม่าและกัมพูชา ย่อมเป็นการยากที่จะเมินเฉยไม่สนใจได้

แน่นอนว่าสำหรับการเดินทางเยือนครั้งนี้ นอกจากจะมาเพื่อตอกย้ำมิตรภาพความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างไทยกับสหรัฐที่ดำเนินมาอย่างยาวนานถึง 180 ปีแล้ว การแวะเวียนมาคราวนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งในนโยบายของผู้นำสหรัฐคนปัจจุบัน ที่ต้องการมุ่งความสำคัญมายังทวีป “เอเชีย” อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือจากเป้าหมายของสหรัฐในการมุ่งมายังเอเชีย เพื่อฟื้นฟูสานต่อความสัมพันธ์ด้านการเมืองและเศรษฐกิจการค้าแล้ว ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ภายในภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ก่อนที่โอบามาจะมาเยือนก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โอกาศทองตีฆ้องฟ้องโลก ไทย-พม่า-เขมร เกาะกระแสโอบามาเยือนถิ่น

เนื่องจากเป็นความพยายามที่สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสดังกล่าวเพื่อผลักดันบางวาระ เช่น วาระการเมืองภายใน หรือการสร้างความชอบธรรมบางอย่างออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือเป็นความพยายามที่จะพึ่งพาบารมีและอาศัยความโด่งดังของโอบามา ในการช่วยผลักดันให้สิ่งที่ตนกำลังเรียกร้องได้กลายเป็นที่รับรู้ของนานาชาติ เหตุเพราะการได้ใกล้ชิดเข้าพบ หรือแม้กระทั่งการที่ผู้นำระดับโลกรับฟังรับรู้ ย่อมมีความหมายว่าเรื่องนั้นๆ จะถูกสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลกนำไปรายงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการได้โฆษณาตนเองทางอ้อม

หรือสรุปได้ว่าเป็นโอกาสที่จะสะท้อนปัญหาภายในที่แท้จริงให้โลกได้รับรู้โดยถ้วนหน้ากัน

ตัวอย่างเช่น การที่ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม แกนนำกลุ่มมวลชนต่อต้านรัฐบาล ที่ประกาศว่าจะยื่นจดหมายให้ประธานาธิบดีโอบามา เพื่อแสดงให้รู้ว่าสิ่งที่กลุ่มดำเนินการอยู่เป็นการชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยและปราศจากความรุนแรง หรือการประกาศของสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งที่จะส่งจดหมายผ่านทางสถานทูตสหรัฐ และนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อขอให้ประธานาธิบดีโอบามาช่วยเหลือวีระ สมความคิด และราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ สองแกนนำคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งได้รับโทษจำคุกจากทางการกัมพูชาฐานละเมิดพรมแดนเมื่อช่วงต้นปี 2554

ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ก็มีข่าวว่ารัฐบาลไทยจะเชิญให้ผู้นำสหรัฐเข้าร่วมชมการแข่งขันฟุตซอลโลกรอบชิงชนะเลิศ เพื่อเป็นเกียรติแก่การจัดงานระดับโลกของประเทศไทย โดยแม้ต่อมาทางการสหรัฐจะปฏิเสธไม่ขอเข้าร่วม เนื่องจากตารางภารกิจรัดตัว แต่นับเป็นการแสดงให้เห็นว่ากระทั่งภาครัฐยังอยากใช้โอกาสและชื่อเสียงของโอบามา เพื่อโฆษณาผลักดันโครงการต่างๆ ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในบรรดาประเทศเพื่อนบ้านที่ประธานาธิบดีโอบามาจะไปเยือนก็มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเช่นกัน

สำหรับกัมพูชา ชาวบ้านหลายสิบหลัง ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้สนามบิน ต่างพากันออกมาระบายสีเขียนเป็นรหัสส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือว่า “เอสโอเอส” บนหลังคาสังกะสี พร้อมกับวางรูปของผู้นำสหรัฐไว้ข้างๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ พร้อมหวังให้ประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งมีกำหนดแล่นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลงจอดที่สนามบินในกรุงพนมเปญได้รับรู้ถึงความเดือดร้อน ตลอดจนช่วยกดดันรัฐบาลกัมพูชาให้เร่งแก้ไขปัญหาการถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ และการได้รับค่าชดเชยจากรัฐอย่างไม่เป็นธรรม

“เราถูกบังคับให้ย้ายออกจากบ้านและที่ดินของเราโดยปราศจากค่าชดเชยที่เป็นธรรม สิ่งที่เราทำเราไม่ได้ไปทำร้ายใคร เพียงแค่อยากให้ประธานาธิบดีโอบามาได้รับรู้และช่วยเราบ้างเท่านั้น” สิม ซกอุนเทีย ชาวกัมพูชา วัย 23 ปี กล่าวกับสำนักข่าวเอพี

โอกาศทองตีฆ้องฟ้องโลก ไทย-พม่า-เขมร เกาะกระแสโอบามาเยือนถิ่น

 

ทั้งนี้ แม้แผนการดังกล่าวจะล้มเหลว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาเข้าจับกุมและจัดการรื้อถอนป้ายภาพและป้ายข้อความที่ชาวบ้านทำเอาไว้หลังจากเป็นข่าวได้ไม่นาน แต่ก็เป็นการสะท้อนปัญหาในเรื่องสิทธิและทรัพย์สิน รวมถึงการกดขี่ประชาชนของรัฐบาลกัมพูชาที่เกิดขึ้นและสั่งสมมานานกว่า 30 ปี ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการที่รัฐบาลมักจะใช้อำนาจไปในทางที่ผิดในการบีบคั้นเวนคืนที่ดินและขับไล่ชาวบ้าน รวมไปถึงการจ่ายค่าชดเชยอย่างไม่เป็นธรรม เพื่อนำที่ดินเหล่าที่ยึดมาได้ในราคาถูกไปขายให้นายทุนต่างชาติและเหล่านักการเมืองและญาติพี่น้องใกล้ชิดที่มีเส้นสายในประเทศ

ดังนั้น ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจึงออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาลกัมพูชา และนำไปสู่การเรียกร้องให้ผู้นำสหรัฐที่เยือนกัมพูชาเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกกดดันให้รัฐบาลฮุนเซน แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปฏิรูปกฎหมายต่างๆ เพื่อปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ให้เท่าเทียมเป็นธรรมมากขึ้น

เช่นเดียวกันกับประเทศพม่า การเดินทางมาเยือนที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญในครั้งนี้ ส่งผลให้บรรดานักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนใช้เป็นโอกาสสำหรับในการเร่งกดดันรัฐบาลพม่า เพื่อให้เดินหน้าแก้ไขปัญหาการล่วงละเมิดและปกป้องสิทธิมนุษยชน ในดินแดนลุ่มน้ำอิรวดีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงด้านเชื้อชาติระหว่างชาวพม่ากับชาวมุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่ที่ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตไปหลายร้อยศพ และอีกกว่าแสนคนต้องกลายสภาพเป็นผู้อพยพ

ทั้งนี้ แม้ก่อนหน้าการมาเยือนไม่กี่วันของประธานาธิบดีโอบามา รัฐบาลพม่าจะพยายามส่งสัญญาณที่ดี และผ่อนคลายบรรยากาศด้วยการปล่อยนักโทษกว่า 452 คน

แต่นักสิทธิมนุษยชนและพรรคฝ่ายค้านในพม่ากลับมองว่าเป็นการพยายามมุ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีมากกว่าจะเป็นความตั้งใจ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลอย่างจริงจัง

สาเหตุเพราะจำนวนนักโทษที่ปล่อยออกมานั้นขาดความชัดเจนว่าครอบคลุมถึงนักโทษทางการเมืองมากน้อยเพียงไร

“การปล่อยตัวนักโทษก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโอบามาจะมาเยือนไม่กี่วันเป็นความพยายามในการจัดฉากสร้างภาพลักษณ์อย่างจงใจอย่างมากของรัฐบาลพม่า นอกจากนี้ นักโทษที่ปล่อยออกมาก็ไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นนักโทษการเมืองกี่คน แถมยังเป็นประเด็นที่น่าสงสัยของนานาชาติว่าทำไมรัฐบาลยังต้องกักตัวนักโทษการเมืองอีกหลายร้อยคนเอาไว้อีก ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็ได้ประกาศใช้กฎหมายนิรโทษกรรมตั้งแต่เดือน ก.ย. แล้ว” มาร์ค ฟาร์แมนเนอร์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยพม่าในอังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ส

เรียกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในพม่าในขณะนี้หลายประการ ล้วนเป็นไปเพื่อรักษาภาพพจน์ รักษาหน้าให้กับรัฐบาลของประเทศนั้นๆส่งผลให้สิ่งที่ดูดีหรือมองเห็นได้ว่าดีเป็นเพียงแค่สิ่งที่ฉาบอยู่ภายนอกหรือเปลือกนอก

ขณะที่ในฝั่งของ กัมพูชา ก็มีปัญหาในลักษณะการเร่งจัดฉากและเร่งสะสางความไม่เรียบร้อยเป็นพิเศษกว่าปกติ เพื่อต้อนรับผู้นำสหรัฐและการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและคู่เจรจาในกรุงพนมเปญครั้งใหญ่เช่นกัน

โอกาศทองตีฆ้องฟ้องโลก ไทย-พม่า-เขมร เกาะกระแสโอบามาเยือนถิ่น

 

รายงานข่าวจากสื่อหลายสำนักระบุตรงกันว่า บรรดาขอทาน กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ คนเร่ร่อน และผู้ที่อยู่ใกล้สนามบิน หลายพันหลายหมื่นคน ต่างโดนขับดันให้ออกจากกรุงพนมเปญ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของเมืองให้สวยงามเพื่อต้อนรับเหล่าผู้นำประเทศต่างๆที่จะมาเยือน

ทั้งนี้ แม้ผลการผลักดันขับไล่จะทำให้บรรยากาศในเมืองดูดีและสวยงามสมกับการเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ได้นำไปสู่ปัญหาความตึงเครียดและการปะทะกันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ทางการที่มาขับไล่เป็นจำนวนมาก

กระนั้นกระแสการมาเยือนของประธานาธิบดีโอบามาในพม่า ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับการเมืองเพื่อกดดันรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

เพราะกระแสดังกล่าวที่เกิดขึ้นยังหมายถึงโอกาสที่ประชาชนทั่วไป ซึ่งมีหัวทางด้านการค้าขาย ใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินอยู่จำนวนไม่น้อย

เห็นได้จากบรรยากาศในเมืองใหญ่ของพม่า ที่นักท่องเที่ยวจะพบเห็นสินค้า หรือรูปภาพของประธานาธิบดีโอบามาในลักษณะหรืออิริยาบถต่างๆ วางขายเป็นจำนวนมาก ไล่เรียงไปตั้งแต่ รูปภาพปฏิทิน ที่เป็นรูปของผู้นำสหรัฐกับอองซานซูจี แกนนำพรรคฝ่ายค้าน หรือเสื้อยืดที่สกรีนใบหน้าของผู้นำสหรัฐลงบนเสื้อ ขณะที่สื่อท้องถิ่นต่างก็ให้ความสนใจลงข่าวโอบามา ที่จะมาเยือนติดต่อกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย

กล่าวได้ว่า การมาเยือนอาเซียน 3 ประเทศของผู้นำสหรัฐในครั้งนี้ นอกจากจะได้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐที่กำลังจะทวงคืนความเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคแล้ว ก็ยังเป็นโอกาสในการที่สะท้อนให้เห็นเช่นเดียวกันว่าบรรดาผู้คนและกลุ่มก๊วนในประเทศต่างๆ ใน 3ชาติสมาชิกอาเซียนแห่งนี้ ก็คอยมองการหาประโยชน์จากการมาของพญาอินทรีแห่งตะวันตกด้วย

เพียงแต่ว่าฝ่ายใดจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่ากันนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้นำประเทศเป็นสำคัญ

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน