
ซูเปอร์พายุ "แซนดี" จัดหนัก! มะกันเร่งฟื้นฟู รับโค้งสุดท้ายเลอกตั้ง
ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นเหตุภัยพิบัติพายุเฮอริเคนแซนดี ที่เข้าพัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ อย่างหนักเมื่อคืนวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อตัวรวมกับพายุฤดูหนาวทวีความรุนแรงขึ้นเป็น “ซูเปอร์เฮอริเคน” ที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ความเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นเหตุภัยพิบัติพายุเฮอริเคนแซนดี ที่เข้าพัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ แมสซาชูเซตส์ อย่างหนักเมื่อคืนวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยก่อตัวรวมกับพายุฤดูหนาวทวีความรุนแรงขึ้นเป็น “ซูเปอร์เฮอริเคน” ที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์
อิทธิพลของพายุดังกล่าวก่อให้เกิดลมกระโชกแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันมากถึง 50 ล้านคน โดยผู้คนมากกว่า 8.2 ล้านคน ไม่มีไฟฟ้าใช้หลังเกิดเหตุไฟฟ้าดับ ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 98 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นชาวนิวยอร์กมากถึง 48 คน
ขณะที่ระบบคมนาคมขนส่งในหลายพื้นที่กลายเป็นอัมพาตทั้งหมด โดยมวลน้ำมหาศาลได้ไหลทะลักเข้าในสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางกรุงนิวยอร์ก สร้างความเสียหายแก่ระบบรถไฟฟ้าครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 108 ปี โดยล่าสุดสามารถเปิดให้บริการได้เพียง 14 สาย จากทั้งหมด 23 สาย เนื่องจากยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่ และคาดว่าอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ในการสูบน้ำและกู้ระบบรถไฟฟ้าให้กลับสู่ภาวะปกติทั้งหมด
นอกจากนี้ พายุแซนดีส่งผลให้สถานที่ราชการ ร้านค้า บริษัท โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดทำการ เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่ต้องปิดทำการ 2 วันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่เกิดเหตุโศกนาฏกรรมตึกเวิลด์เทรดถล่มเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544
ความเสียหายดังกล่าวที่เกิดขึ้นทำให้นักเศรษฐศาสตร์จากมูดีส์ อนาไลติกส์ คาดการณ์ว่าจะสร้างความเสียหายต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็นมูลค่าวันละกว่า 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือทำให้จีดีพีสหรัฐหดตัวลงเหลือ 1% จากการปิดกิจการชั่วคราวของภาคธุรกิจ แต่มูดีส์เชื่อว่าเป็นความเสียหายในระยะสั้น เนื่องจากจะได้รับการชดเชยจากภาคการก่อสร้างในกระบวนการฟื้นฟูความเสียหายในอนาคต
ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่าแม้อันตรายจะผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าชาวอเมริกันยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมาย เช่น ปัญหาอาชญากรรม ความเสียหายต่อธุรกิจ ปัญหาจราจรติดขัด ปัญหาด้านสาธารณสุข รวมทั้งการขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยชุมชนสเตตัน ไอร์แลนด์ ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดแห่งหนึ่งออกมาแสดงความไม่พอใจที่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการล่าช้า
โค้งสุดท้ายเลือกตั้งมะกัน
คาดโอบามาเฉือนชนะเฉียดฉิว
ส่วนทางด้านการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐกลับมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในหลายรัฐสำคัญ หลังพายุเฮอริเคนแซนดีสงบลง โดยโพลหลายสำนักระบุว่าศึกเลือกตั้งระหว่าง บารัก โอบามา และมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน อาจเป็นครั้งที่เชือดเฉือนกันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
บลูมเบิร์กรายงานอ้างโพลระดับชาติว่า แม้รอมนีย์จะเฉือนชนะเล็กน้อยในส่วนของคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต แต่ทว่าโอบามาจะมีชัยเหนือกว่าในรัฐสำคัญๆ หลายรัฐ ซึ่งจะช่วยให้มีคะแนนนำในส่วนของอิเล็กทอรัลโหวต และทำให้ได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในที่สุด ขณะที่โพลล่าสุดของวอชิงตันโพสต์ร่วมกับเอบีซีนิวส์ให้ทั้งคู่มีคะแนนเท่ากันที่ 49%
ขณะเดียวกันผลสำรวจคะแนนนิยมของผู้คนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น และจีน สนับสนุนโอบามาให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 เหนือ รอมนีย์ ผู้ท้าชิง
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้คะแนนนิยมในตัวโอบามาสูงกว่ารอมนีย์ รวมถึงผลงานการถอนทหารออกจากอิรักและการปฏิรูปกฎหมายระบบประกันสุขภาพของโอบามา โดยคนญี่ปุ่นและจีนต่างมองว่าโอบามาจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐที่ส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียมากที่สุด และนำมาซึ่งความมั่นคงและสันติภาพในเอเชีย
สวนทางกับมุมมองชาวต่างชาติที่มีต่อรอมนีย์ที่เคยเป็นนักธุรกิจและมีความคิดในนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมสุดขั้ว ส่งผลให้ชาวยุโรปไม่ค่อยประทับใจมากนัก เนื่องจากมองว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตการเงินโลก ขณะที่ชาวญี่ปุ่นบางส่วนไม่พอใจรอมนีย์หลังเจ้าตัวได้กล่าวแสดงความเห็นตำหนิว่าญี่ปุ่นกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม คะแนนนิยมต่อโอบามาในจีนมีน้อยกว่าในญี่ปุ่นที่ 63% เนื่องจากมีจำนวนผู้สูงอายุแดนมังกรจำนวนไม่น้อยมีความรู้สึกชื่นชมพรรครีพับลิกันมากกว่า อันเป็นความรู้สึกชื่นชมต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อสมัยประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน เยือนจีนในปี 2515 แม้ว่ารอมนีย์จะกล่าวโจมตีอย่างต่อเนื่องว่าจีนปั่นค่าเงินหยวน และจะออกบทลงโทษทันทีเมื่อได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็ตาม
หนี้ยุโรปยังยืดเยื้อ
ลุ้นกรีซต่อ 16 พ.ย. ส่อหนี้เน่า
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านวิกฤตหนี้ยุโรปยังคงยืดเยื้อ หลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลกรีซและคณะผู้ตรวจสอบบัญชีจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) สหภาพยุโรป (อียู) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ เรื่องการขอยืดเวลาการบังคับใช้นโยบายตัดลดรายจ่ายของกรีซเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลืองวดต่อไปยังไม่สำเร็จผล แม้กรีซสามารถปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้ดีก็ตาม
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลต่อนักลงทุนอีกครั้งว่า หากกรีซยังไม่สามารถได้ข้อตกลงกับกลุ่มเจ้าหนี้จะทำให้กรีซเสี่ยงพลาดเงินช่วยเหลืองวดต่อไปมูลค่า 3.12 หมื่นล้านยูโร ซึ่งถึงวันครบกำหนดชำระหนี้ในวันที่ 16 พ.ย.นี้







