
ภูฏาน สู่วิถีเศรษฐกิจสีเขียว ปลอดสาร 100% ชาติแรกในโลก
จากดัชนีความสุขมวลรวมประชากรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมอนุรักษ์ธรรมชาติ มังกรสายฟ้าแห่งหิมาลัยปูแผนดันการกสิกรรมประเทศสู่วิถีออร์แกนิกปลอดสารพิษ 100% เป็นชาติแรกของโลก
จากดัชนีความสุขมวลรวมประชากรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนพร้อมอนุรักษ์ธรรมชาติ มังกรสายฟ้าแห่งหิมาลัยปูแผนดันการกสิกรรมประเทศสู่วิถีออร์แกนิกปลอดสารพิษ 100% เป็นชาติแรกของโลก
เมื่อเอ่ยถึงภูฏาน ประเทศเล็กๆ บนเทือกเขาสูงระหว่างสองชาติมหาอำนาจของโลกอย่างจีนและอินเดีย ด้วยจำนวนประชากรราว 7 แสนกว่าคน หลายต่อหลายประเทศทั่วโลกมักนึกถึงดัชนีวัดการเติบโตของประเทศที่ประชากรเกือบค่อนโลกต้องอิจฉา
เพราะแทนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ตามมาตรฐานสากลนิยมทั่วไป ภูฏานกลับเป็นชาติเดียวที่สร้างความแตกต่างและความตื่นตะลึงด้วยการประกาศหนักแน่นว่าสิ่งที่จะวัดความเจริญก้าวหน้าเติบโตของประเทศได้ คือความสุขของประชากร
กลายเป็นที่มาของ ดัชนีมวลรวมความสุขประชาชาติ (Gross National Happiness : GNH) ที่ทำให้บรรดาผู้นำทั้งหลายฉุกคิดถึงความหมายของการเติบโตของประเทศอย่างแท้จริงกันอีกครั้ง
ล่าสุด ประเทศขนาดเล็กแต่แนวคิดไม่เล็กแห่งนี้ได้สร้างความแตกต่างที่เรียกเสียงฮือฮาอีกครั้งกับนโยบายพัฒนาชาติด้วยการเป็นประเทศแรกของโลกในการทำ เกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกฟาร์ม
พูดให้ชัดเจนขึ้นก็คือ เป็นประเทศที่ปลอดสารพิษโดยสิ้นเชิง ด้วยการวางนโยบายภายใน 10 ปี ให้ทุกพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ทั้งการเพาะปลูกภายในประเทศและการส่งออกปราศจากการใช้สารเคมีอันตรายใดๆ และหันมาใช้แนวทางธรรมชาติแทน
เรียกได้ว่าอาหารหลักอย่างข้าวสาลี มันฝรั่ง ตลอดจนผลไม้ต่างๆ ของภูฏานสามารถรับประกันได้ 100% เต็มว่าพืชผลเหล่านั้นทั้งหมดปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง
“ภูฏานได้ตัดสินใจที่จะดำเนินเศรษฐกิจสีเขียว โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งต่างๆ ที่เราได้พยายามทุ่มเทลงไปบนผืนดินแห่งนี้” เปมา กยัมทโช รัฐมนตรีเกษตรแห่งภูฏาน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แก่สำนักข่าวเอเอฟพีจากกรุงทิมพู เมืองหลวงของประเทศ
รัฐมนตรีเกษตรแห่งภูฏานชี้แจงเพิ่มเติมว่า หากต้องเน้นการเป็นประเทศเกษตรกรรม สิ่งที่สามารถสันนิษฐานต่อไปได้ก็คือจะต้องมีการนำสารเคมีมากมายมาใช้เพื่อช่วยการเพาะปลูก ทั้งการกำจัดแมลงและการบำรุงพืชพรรณนานาชนิด ซึ่งการกระทำเหล่านี้ขัดแย้งกับความเชื่อของชาวภูฏานอย่างสิ้นเชิง ที่เรียกร้องให้ใช้ชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ
เสริมข้อดีให้แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ภูฏานถือเป็นประเทศเกษตรกรรมอย่างแท้จริง เพราะ 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรล้วนพึ่งพาการเกษตรเพื่อยังชีพ โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ตามหมู่บ้านที่กระจัดกระจายครอบคลุมที่ราบอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้ติดกับอินเดีย ในยอดของเทือกเขาหิมาลัยและในหุบเขาลึกทางตอนเหนือของประเทศ
กระนั้น ความที่พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยผืนป่าหนาแน่น ดังนั้นจึงมีการใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูกไม่ถึง 3% โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว โดยอาศัยปุ๋ยหมักจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น ใบไม้หรือมูลสัตว์ เป็นหลัก
“มีเพียงชาวนาที่อยู่ในพื้นที่ที่ถนนตัดผ่านหรือเดินทางไปมาสะดวกเท่านั้นที่สามารถหาซื้อสารเคมีมาใช้ได้” กยัมทโช กล่าวโดยชี้ให้เห็นว่าการใช้สารเคมีแต่เดิมภายในประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
สำหรับพื้นที่หุบเขาที่กว้างใหญ่ เช่น กรุงทิมพู สารเคมีส่วนใหญ่ใช้เพื่อกำจัดวัชพืชท้องถิ่นที่กำจัดด้วยมือได้ยาก เนื่องจากขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ มีการใช้ปุ๋ยเคมีบางครั้งเพื่อการบำรุงดิน และยาฆ่าเชื้อราเพื่อควบคุมโรคใบจุด (Leaf Rust) ในข้าวสาลี
ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป
รัฐมนตรีเกษตรภูฏานกล่าวถึงนโยบายและแนวทางเรื่องเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) ที่รัฐบาลเพิ่งประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้วว่า ได้นำกลยุทธ์มาใช้บ้างแล้ว แต่เป็นไปทีละขั้น เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะปรับให้ทั้งประเทศเป็นฟาร์มออร์แกนิกภายในชั่วข้ามคืน
“เราเริ่มจากการระบุพันธ์พืชที่สามารถใช้เกษตรอินทรีย์ได้ทันที และพืชพรรณที่เราจะค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีจนกระทั่งไม่ต้องใช้เลย เช่น ข้าว” กยัมทโช ระบุ
ทั้งนี้ คู่แข่งของภูฏานสู่การเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ 100% มีเพียงชาติเดียวเท่านั้นคือเขตปกครองตนเอง เกาะนิอูเอ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ที่มีจำนวนประชากรเพียง 1,300 คน และตั้งเป้าเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ภายในปี 2558-2563
ผลพลอยได้จากออร์แกนิก
นาเดีย เซียแลบบา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านฟาร์มออร์แกนิกจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า แนวทางเกษตรอินทรีย์ ณ ปัจจุบันนี้ ค่อนข้างดึงดูดความสนใจประเทศขนาดเล็กเป็นอย่างมาก เนื่องจากตลาดของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จัดอยู่ในตลาดระดับบนที่ขายได้ราคาแพง
“เป็นการแข่งขันกับนานาประเทศที่ประเทศขนาดเล็กจะทำได้ คือไม่แข่งขันในเชิงปริมาณ แต่หันมาแข่งขันในเชิงคุณภาพแทน” เซียแลบบา สรุป
สถาบันวิจัยการเกษตรอินทรีย์ (Research Center of Organic Agriculture) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements : IFOAM) ระบุว่า เฉพาะในปี 2553 ตลาดออร์แกนิกโลกมีมูลค่ารวมราว 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.71 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ ภูฏานส่งเห็ดหายากให้ญี่ปุ่น สารพัดผักผลไม้ให้โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ แอปเปิลคุณภาพให้อินเดียและประเทศอื่นๆ รวมถึงข้าวแดงให้สหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ ด้วยการจำกัดและพยายามลดปริมาณการใช้สารเคมี ยังส่งผลดีต่อดุลการค้าของภูฏาน ประเทศที่มักจะขาดแคลนสกุลเงินตราต่างประเทศ เพราะสามารถลดปริมาณการนำเข้าได้ค่อนข้างมาก
ด้าน ปีเตอร์ เมลเชตต์ ผู้อำนวยการสมาคมดินอินทรีย์แห่งอังกฤษ แสดงความเห็นว่า ข้อดีอีกประการของการเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์ 100% คือการรับประกันคุณภาพสินค้าให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพราะเมื่อไม่มีการขายยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีอื่นๆ ขายภายในประเทศ ภูฏานก็สามารถรับประกันได้เต็มที่ว่าสินค้าผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าอินทรีย์แน่นอน
เมลเชตต์ อธิบายว่า สำหรับบางประเทศที่ยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ เช่น สเปน ยังคงมีปัญหาในการรับรองคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะในเรื่องของการปนเปื้อน เนื่องจากฟาร์มออร์แกนิกปลูกอยู่ในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกับผู้ประกอบการเพาะปลูกที่ทำเป็นอุตสาหกรรมและใช้สารเคมีเพื่อหวังปริมาณ
“มันเป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตฟาร์มออร์แกนิกเหล่านั้นจะทำให้ผลผลิต ตลอดจนกระบวนการสายการผลิตของตนเองทั้งหมดปลอดจากการปนเปื้อน” เมลเชตต์ กล่าว
พร้อมกันนี้ ผู้อำนวยการสมาคมดินอินทรีย์แห่งอังกฤษยังแสดงความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า นโยบายเกษตรอินทรีย์ของภูฏานจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในฐานะสินค้าออร์แกนิกคุณภาพสูง ซึ่งในระยะยาวแล้วนับเป็นประโยชน์มหาศาลต่อตลาดของภูฏาน ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในเรื่องของการกำหนดราคาสินค้า
ขณะที่ จูร์มี ดอร์จี หนึ่งในสมาชิก 103 คน ของ ดากา ชิงเดรย์ พชอกปา (Daga Shingdrey Pshogpa) สมาคมชาวนาทางใต้ของภูฏาน กล่าวว่า เพื่อนชาวนาต่างชื่นชอบนโยบายเกษตรอินทรีย์ของทางการมาก และพร้อมสนับสนุนร่วมมืออย่างดี
“ประชาชนชาวภูฏานต่างตระหนักมานานกว่า 10 ปีแล้วว่า สารเคมีไม่ดีต่อการเกษตร ผมไม่สามารถพูดได้ว่าทุกคนเลิกใช้สารเคมี แต่เกือบ 90% ไม่ใช้แล้วแน่นอน” ดอร์จี ยืนยัน







