
ตีแผ่เทรนด์ความงาม 'พิสดาร'โปะหน้าขี้นก-ทำหัววุ้น-แต่ง'ของสงวน'
หากต้องสรรหาสำนวนพังเพยมาอธิบายหนุ่มสาวยุคใหม่ สำนวนโบราณที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ดูจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุดก็ว่าได้
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
หากต้องสรรหาสำนวนพังเพยมาอธิบายหนุ่มสาวยุคใหม่ สำนวนโบราณที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ดูจะเป็นคำจำกัดความที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุดก็ว่าได้
เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดในปัจจุบัน ได้พลิกโฉมวงการความงามของโลกอย่างแท้จริง จนกลายเป็นปรากฏการณ์ความงามครั้งใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยโอกาสและปราศจากคำว่า “เป็นไปไม่ได้”
เรียกได้ว่าหากมีโอกาส และที่สำคัญคือ มี“เงิน” คนจมูกแบนก็สามารถมีจมูกโด่งเป็นสันได้ สาวๆ ที่มีรูปร่างหรืออวัยวะบางส่วนที่ “บาง” เกินไป ก็สามารถอัพไซส์ให้ “บวม” ขึ้นและแม้กระทั่งคนที่เตี้ยก็สามารถ “ต่อขา” ให้สูงขึ้นได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการกล่าวขานกันว่า หนุ่มสาวยุคสมัยนี้ “งามเพราะ (ศัลยกรรมตก) แต่ง”
แต่ท่ามกลาง “เทรนด์ความงาม” สุดล้ำเหล่านี้ ก็ยังมีบางคนที่กล้าท้าทายตัวเอง เพื่อเข้าถึงกลเม็ดเคล็ดลับความงามที่ “แปลกแหวกแนวไม่ซ้ำใคร” ซึ่งแม้อาจมีประสิทธิภาพด้านความงามจริง ทว่าก็เป็นวิธีพิชิตความงามที่พิสดารสุดๆ และถึงขั้น “สยอง” ก็ยังมี จนใครต่อหลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “คนทำมีสติดีหรือไม่”
และกลายเป็นที่มาของ “เทรนด์ความงาม” จากทั่วทุกมุมโลกที่ถูกยกให้เป็น “ที่สุดของที่สุด” ของเทรนด์ความงามสุดเอกซ์ตรีม
เริ่มแรกที่เทรนด์ความงามสุดเพี้ยนจากแดนปลาดิบที่เพิ่งตกเป็นข่าวไปทั่วโลกอย่าง “กระแสหัวเบเกิล” หรือการฉีดน้ำเกลือเข้าที่หน้าผากให้บวม หลังจากนั้นก็เอานิ้วจิ้มตรงกลางเพื่อที่จะได้มีรอยบุ๋มคล้ายกับโดนัตนั่นเอง
ว่ากันว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังไอเดียสุดแปลกดังกล่าว คือ เรียวอิจิ มาเอดะ นักข่าวผู้คลั่งไคล้ศิลปะการ “โมดิฟาย” ร่างกายของกลุ่มวัยรุ่นที่เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา โดยเจ้าตัวนั้นได้มีโอกาสรู้จักกับชายแคนาดาคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องการฉีดน้ำเกลือเข้าร่างกายเพื่อให้มีรูปร่างแปลกประหลาด จึงตัดสินใจนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้ที่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อปี 2550 และผลที่ได้ก็คือ หัวเบเกิล
ไม่น่าเชื่อว่ากระแสหัวเบเกิลนั้นกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่โจ๋ญี่ปุ่น โดยแม้น้ำเกลือจะออกฤทธิ์ได้เพียง 1 วันเท่านั้น ทว่าบรรดาแฟนคลับเบเกิลต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พอฉีดแล้วพวกเขาดู “น่ารัก” ขึ้นทันที แถมยังน่า “หม่ำ” อีกด้วย
“ส่วนใหญ่วัยรุ่นชอบมาฉีดก่อนไปเที่ยวกลางคืน เพราะมันตลกมาก และมีไว้เพื่อความสนุกสนานเท่านั้นเอง” เรียวอิจิ กล่าว
แต่แน่นอนว่ากระแสหัวเบเกิลก็ทำให้หลายต่อหลายคนถึงกับต้องส่ายหน้า เพราะนึกไม่ถึงว่าจะมีคนบนโลกใบนี้ที่อยากมีหน้าผากเหมือนขนมปัง อีกทั้งแพทย์ยังเตือนว่า หากไม่ระวัง แฟชั่นหัวโหนกที่ว่านี้ก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และถึงขั้นเสียชีวิต!
แม้จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่ เรียวอิจิ ก็ยืนยันหนักแน่นว่าการเข้ารับบริการที่ร้านของเจ้าตัวนั้นปลอดภัย 100% และสำหรับคนที่ “ไม่เข้าใจ” เทรนด์ดังกล่าว รับรองว่าหากลองต้อง “ติดใจ” แน่นอน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะมีหัวเบเกิล ก็เคยขึ้นชื่อเรื่องเคล็ดลับความงามสุดแปลกมาแล้วอย่างการพอกหน้าด้วย “ขี้นก”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมาสก์อึนกนั้นถือเป็นเทรนด์ความงามที่สาวๆ แดนปลาดิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เกอิชา” นิยมปฏิบัติกันมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีมาแล้ว และว่ากันว่าเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ความงามที่ช่วยให้ผิวพรรณสว่างสดใสและสุขภาพดีสุดๆ เพราะมีเอนไซม์และกรดอะมิโนนั่นเอง
และการที่มีบรรดาดาราเซเลบแถวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงชื่อดัง ทอม ครูส คุณนายวิกตอเรีย เบคแฮม และสามีรูปหล่ออย่างเดวิด ที่พร้อมใจกันตบเท้าเข้ารับบริการอย่างไม่ขาดสาย ก็สามารถการันตีความฮอตและคุณภาพของมาสก์อึนกได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
แต่งานนี้ก็ต้องขอเตือนคนที่กำลังคิดจะไปตักขี้นกแถวบ้านมาพอกหน้าก่อนว่า ไม่ควรลองทำเองที่บ้านอย่างเด็ดขาด!
อันดับแรก คือ จะสุ่มสี่สุ่มห้าเลือกขี้นกไม่ได้ เพราะมาสก์ขี้นกนั้นจำเป็นต้องใช้อึ “นกไนติงเกล” เท่านั้น ขณะเดียวกันยังต้องนำมาผสมกับรำข้าวและน้ำเปล่าเสียก่อนถึงจะใช้พอกหน้าได้
“มาสก์ขี้นกไม่ได้เหม็นอย่างที่ฉันคิดไว้ในตอนแรก เอนไซม์จะช่วยยับยั้งจำนวนของเซลล์ผิวที่ตาย พร้อมขจัดเซลล์ผิวเสื่อมสภาพ” ชิสุกะ เบิร์นสตีน ผู้เชี่ยวชาญผิวพรรณหน้า กล่าว หลังได้มีโอกาสลองสัมผัสประสบการณ์พอกหน้าด้วยอึนกครั้งแรก
ทั้งนี้ หากพูดถึงผลิตภัณฑ์ความงามจาก “สัตว์” แล้วละก็ ต้องไม่ลืมเอ่ยถึง “อสุจิกระทิง” ที่สาวๆ เมืองผู้ดีนิยมนำมาหมักผมให้ชุ่มชื้น เงางาม และมีน้ำหนักนั่นเอง
ฮารี ซาเล็ม ผู้คิดค้นน้ำยาหมักผมดังกล่าว และเจ้าของร้านเสริมสวยในอังกฤษ เล่าว่า ได้ทดลองนำสารและวัตถุดิบหลายพันชนิดมาใช้หมักผม จนในที่สุดก็นึกอยากลองใช้อสุจิกระทิงดูบ้าง โดยนำมาผสมกับรากต้นคาทีราที่อุดมไปด้วยโปรตีน
“เราแช่แข็งอสุจิไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีกลิ่นเหม็น โดยอสุจินั้นจะช่วยให้ผมคุณนุ่มและหนาได้” ซาเล็ม เผย
แม้ปัจจุบันไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า อสุจิกระทิงช่วยบำรุงผมได้จริง แต่ผู้ที่เคยผ่านการหมักผมด้วยอสุจิกระทิงก็ติดใจทุกราย แม้ราคาจะแพงหูฉี่ถึง 100 เหรียญสหรัฐ (ราว 3,100 บาท) ต่อครั้งก็ตาม
ขณะเดียวกัน ที่ประเทศอังกฤษก็มีเทรนด์ “ศิลปะเรือนร่าง” แนวใหม่ผุดขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นประเด็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” มาแล้วสำหรับ “วาแจสเซล” (Vajazzle)
สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ก็ให้ลองนึกถึงเม็ดคริสตัลปลอมที่เคยนิยมใช้ตกแต่งโทรศัพท์มือถือกัน “วาแจสเซล” ก็จะมีลักษณะคล้ายกัน คือ นำเม็ดคริสตัลมาตกแต่งร่างกาย แต่พิสดารตรงที่ว่าส่วนของร่างกายที่ใช้ คือ ส่วนสงวนของผู้หญิงนั่นเอง
เริ่มแรกนั้น ลูกค้าเลือกลายที่ต้องการ โดยที่ฮิตสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้นลายดอกไม้และหัวใจ หลังจากนั้นพนักงานก็จะค่อยๆ บรรจงติดคริสตัลทีละเม็ดๆ ด้วยกาวชนิดพิเศษ โดยค่าตกแต่ง “จิมิ” ครั้งนี้ จะมีราคาประมาณ 40 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,240 บาท) และคริสตัลจะอยู่ได้ไม่เกิน 2 วัน
และสำหรับคนขี้อายทั้งหลายก็ยังสามารถสนุกได้เช่นกัน เพราะขณะนี้หลายร้านจำหน่ายชุดวาแจสเซลชนิดทำเองที่บ้านด้วย
“วาแจสเซลไม่ต่างอะไรจากการใช้คริสตัลตกแต่งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ผู้หญิงที่ไปทำส่วนใหญ่ก็แค่อยากลองอะไรสนุกๆ เท่านั้น หรือไม่บางคนชอบให้มีคริสตัลโผล่ออกมาเวลาสวมกางเกงเอวต่ำ” ลูกค้าคนหนึ่ง กล่าว
ส่วนบางคนก็ยอมรับว่า ช่วยทำให้กิจกรรมการเข้าจังหวะกับแฟนหนุ่มเร่าร้อนขึ้น
แต่ที่ฉาวโฉ่ยิ่งกว่า “วาแจสเซล” ก็คือ “พีแนสเซล” หรือวาแจสเซลเวอร์ชันผู้ชาย ซึ่งกำเนิดมาจากไอเดียที่ว่า “ทำไมผู้ชายจะตกแต่งของสงวนเหมือนกับผู้หญิงไม่ได้บ้าง”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะปัจจุบันสปาหลายแห่งในสหรัฐและอังกฤษให้บริการ “พีแนสเซล” จริง ส่วนลูกค้านั้นก็มีหลากหลาย ทั้งพวกที่ชอบ “ลองของ” กับพวกที่แฟนสาวชอบอะไรระยิบระยับวับๆ แวมๆ
แต่ทั้งนี้หากจะนั่งวิพากษ์วิจารณ์เทรนด์ตกแต่งของสงวนของหนุ่มสาวเมืองผู้ดี ก็คงจะเข้ากับสำนวนที่ว่า “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” เพราะเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สื่อนอกก็ได้เผยแพร่เทรนด์ความงามสุดแปลกในบ้านเรานี่เองอย่าง โลชันไวเทนนิงสำหรับ “น้องสาว” ที่ทำเอาฝรั่งตะลึงงันกันไปเลยทีเดียว พร้อมกับตั้งคำถามว่า “เมื่อใดกระแสความบ้าคลั่งในผิวขาวจะหมดไปเสียที”
“โฆษณาบางชิ้นถึงกับบอกว่า น้องสาวจะสว่างและถึงขั้นเปล่งประกายเลยทีเดียว” เดอะ การ์เดียน สื่อเมืองผู้ดี พร้อมอ้างแพทย์ที่เตือนว่าผลิตภัณฑ์ไวเทนนิงน้องสาวบางชนิดอาจมีสารอันตราย ดังนั้นสาวๆ ก็ควรเลือกสินค้าอย่างระมัดระวัง
แม้เทรนด์ความงามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะขึ้นชื่อเรื่องความ “เอกซ์ตรีม” แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ หากคนทำแล้วมี “ความสุข” รู้สึก “มั่นใจ” ในตัวเอง และที่สำคัญก็คือ ปลอดภัย ก็คงไม่มีใครสามารถสรุปเอาเองได้ว่า “อะไรผิดอะไรถูก”
ท้ายที่สุดแล้ว ความงามก็อยู่ที่ตาคนมอง (Beauty is in the eye of the beholder.)







