
หายนะโลกหายนะเรา
...วิกรม กรมดิษฐ์
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เราได้ทราบว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีอายุกว่า 300 ล้านปีแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง แต่อาจแตกต่างจากอดีตบ้างในประเด็นที่ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมามนุษย์เป็นตัวเร่งที่ทำให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียสมดุล
เมื่อสมัยผมเป็นเด็ก อากาศไม่ได้ร้อนระอุเหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้ ฤดูกาลต่างๆ เป็นไปอย่างธรรมชาติ ฝนตกในหน้าฝน ลมร้อนพัดในหน้าร้อน และในหน้าหนาวก็หนาวจนต้องหาเสื้อกันหนาวมาใส่ แต่ปัจจุบันนี้เราจะเห็นความแปรปรวนของสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ในหน้าหนาวอากาศกลับร้อน หรือในหน้าฝนแทนที่ฝนจะตกกลับแห้งแล้งจนเกษตรกรไม่มีน้ำที่จะทำการเพาะปลูก สิ่งต่างๆ นั้นล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดจากภาวะโลกร้อนแทบทั้งสิ้น
ปรากฏการณ์ความแปรปรวนอย่างนี้ ในทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าสภาพเช่นนี้เป็น
“ภาวะโลกร้อน” อันเป็นผลจากการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าชอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติดักจับความร้อนออกไปยังบรรยากาศของโลก ก๊าชเหล่านี้จะรวมตัวกันจนกลายเป็นผ้าห่มหนาๆ ดักจับความร้อนของดวงอาทิตย์และทำให้โลกมีอุณหภูมิร้อนขึ้น ยิ่งก๊าซเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นความร้อนก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก๊าชเหล่านี้เกิดขึ้นจากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือถ่านหินทุกวันนี้โลกของเราจึงเปรียบเสมือนกับเตาอบขนาดใหญ่ เนื่องจากว่ามีการใช้น้ำมันทั่วโลกถึงกว่า 80 ล้านบาร์เรลต่อวัน นี่ยังไม่รวมความร้อนที่เกิดจากแก๊ซธรรมชาติและถ่านหิน ซึ่งต่างก็ปล่อยความร้อนออกมาเพิ่มความร้อนให้กับเตาอบใบใหญ่ๆ ใบนี้ และกำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ตามเศรษฐกิจโลกที่กำลังโตวันโตคืนและจำนวนประชากรเกือบ 7,000 ล้านคน และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังมีปัญหาไฟไหม้ป่าที่เกิดจากน้ำมือและความมักง่ายของมนุษย์ที่ต้องการหาผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น
ปัญหาไฟป่านั้นไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มความร้อนทางตรงให้กับโลกของเรา แต่ใบไม้เศษไม้ที่ถูกทับถมบนผิวดินก็จะไหม้ไปด้วย ทำให้ผิวดินไม่มีสิ่งปกคลุม เมื่อฝนตกลงมาผิวดินก็จะถูกชะไปเรื่อยๆ ลองสังเกตดูว่าเราจะเห็นภูเขาที่เป็นก้อนหินอยู่มากมาย นั่นก็เป็นเพราะภูเขาเหล่านั้นถูกน้ำฝนชะล้างเอาหน้าดินออกหมด และภูเขาก้อนหินพวกนี้เองที่เป็นตัวสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้เพิ่มความร้อนให้แก่โลกใบนี้อีกทาง
ทั้งสองสาเหตุที่ผมกล่าวมาข้างต้นน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโลกร้อนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทั้งสองวิธีนั้นล้วนแต่เป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งสิ้น
โลกของเรามีเขื่อนเก็บน้ำธรรมชาติอยู่ในเขตหนาวเย็นในรูปของธารน้ำแข็ง ซึ่งมีอยู่ตามพื้นที่สูงหรือพื้นที่ตอนเหนืออย่างเช่นในเขตประเทศจีน รัสเซีย หรือตามขั้วโลก แต่เมื่ออากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น้ำแข็งเหล่านี้ละลายไหลลงมาสู่ทะเลทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มท่วมพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำต่างๆ ทั่วโลก
ย้อนอดีตไปเมื่อ 230,000 ปีที่แล้ว กรุงเทพมหานครและอยุธยาหรือแม้กระทั่งขอบ จ.สุโขทัย ถูกน้ำทะเลท่วมอยู่ เพราะมีการขุดพบเจอเปลือกหอยทะเล นั่นแสดงว่าพื้นที่ราบลุ่มเหล่านี้เคยถูกน้ำทะเลท่วมถึงมาก่อน แต่ที่กลายมาเป็นพื้นที่ราบลุ่มได้ในปัจจุบันก็เนื่องจากน้ำทะเลที่ระเหยกลายเป็นไอนั้นได้ไปตกเป็นหิมะในบริเวณเขตหนาวเย็นที่ผมกล่าวมาข้างต้นและได้กลายเป็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่คอยกักเก็บน้ำทะเลที่ระเหยเอาไว้ เมื่อธารน้ำแข็งเหล่านี้เริ่มละลายที่ราบลุ่มอย่างกรุงเทพมหานครจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงภัยที่จะเกิดน้ำท่วมจนจะหายไปในแผนที่โลกอนาคตอีกไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้วกรุงเทพธุรกิจออกรายงานเกี่ยวกับการพบหอยนางรมที่คลองบางขุนเทียน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำทะเลได้เข้ามายังบริเวณบางขุนเทียนแล้ว
อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลกระทบหลายอย่างต่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อนที่สูงขึ้นจนมีผู้ล้มตายเป็นจำนวนมากในอินเดียเมื่อไม่นานมานี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานคงเกิดขึ้นในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีโรคระบาดต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน
ผมขอเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาโลกร้อนแบบตรงไปตรงมาที่สุดด้วยการสร้างเขื่อนเพิ่มมากขึ้นทั่วโลกเนื่องจากน้ำแข็งที่ละลายลงมานั้นจะถูกกักเก็บไว้ในเขื่อนทำให้ที่ราบลุ่มไม่ถูกท่วม นอกจากนี้เราจะต้องหันมาปลูกต้นไม้ให้มากที่สุด ด้วยสมมติฐานเบื้องต้นตามหลักธรรมชาติคือเมื่อเรารู้สึกร้อน เราไปหลบแดดในต้นไม้ก็จะรู้สึกเย็นขึ้น เนื่องจากต้นไม้ใช้แสงแดดในการสังเคราะห์แสงในการปรุงอาหาร แสงแดดและความร้อนส่วนหนึ่งจึงถูกดูดกลืนไป ถ้าหากเราสามารถปลูกต้นไม้ให้ได้เต็มพื้นที่ทั่วทั้งโลกก็จะช่วยลดความร้อนได้เป็นอย่างมาก ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคตด้วย
นอกจากนี้ มนุษย์จะต้องหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างเช่นพลังงานจากลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โลกของเราร้อนมากขึ้นและเร็วขึ้น
ในประเทศพัฒนาแล้วหลายๆ ประเทศหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น มหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจอย่างจีนก็ได้มีการตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีการใช้พลังงานสะอาดในสัดส่วน 6% ของการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศให้ได้ ปัจจุบันมีการกำหนดหลักการคาร์บอนเครดิตขึ้นมาเพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนในภาพรวม โดยประเทศใดที่ผลิตคาร์บอนออกมาเป็นจำนวนมาก จะต้องมีการจ่ายเงินชดเชย หันมามองประเทศไทย แทนที่จะช่วยกันร่วมมือลดภาวะโลกร้อน แต่กลับซ้ำเติมปัญหานี้ให้หนักขึ้น ที่เห็นได้ชัดในตอนนี้ก็ในบริเวณภาคเหนือของเรา ที่มีการเผาป่าจนเกิดควันลอยคลุ้งไปหมดจนก่อให้เกิดมลพิษสร้างปัญหาระบบการหายใจกันทั่วหน้า
นอกจากเรื่องโลกร้อนแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ผมขอนำมาฝากคือเรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวคนไทย เนื่องจากประเทศของเรานั้นไม่ได้อยู่ในแนวการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก แต่ตัวผมเองเมื่อปี 2521 เคยขับรถไปเมืองกาญจน์แล้วรู้สึกได้ถึงแผ่นดินไหว ในช่วงที่ผ่านมาแผ่นดินไหวเริ่มเคลื่อนตัวมาใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ ตุรกี เฮติ ชิลี ซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มถี่มากขึ้นเรื่อยๆ และเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่คนไทยเรามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก
สาเหตุของแผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก เนื่องจากเปลือกโลกมีลักษณะเป็นแผ่นๆ (Plates) เรียงประกอบกันอยู่ เสมือนขนมชั้นและแยกออกจากภาพจิ๊กซอว์ หากจะให้เห็นภาพก็ลองมองแผนที่โลกแล้วสังเกตบริเวณประเทศจีน เกาหลี กับญี่ปุ่นดู ในอดีตนั้นประเทศญี่ปุ่นก็ติดกับเกาหลีและแผ่นดินใหญ่ แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป เปลือกโลกมีการเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกาะญี่ปุ่นเริ่มหลุดและห่างออกมาจากแผ่นดินใหญ่เรื่อยๆ จนกลายมาเป็นประเทศญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลีในปัจจุบัน
ส่วนกลางของเอเชียระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เปลือกโลกหันเข้าหากันและบีบตัวสูงขึ้นกลายเป็นที่ราบสูงคือยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งในปัจจุบันนี้ยอดเขาเอเวอร์เรสต์มีความสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปีละประมาณ 3 นิ้ว หรืออย่างในเทือกเขาตะนาวศรีที่เกิดจากพื้นดินผิวเปลือกโลกด้านมหาสมุทรอินเดียหรือพม่า บีบตัวเข้าหาด้านฝั่งอ่าวไทย ทำให้เกิดเป็นเทือกเขาสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวในตอนเหนือของไทย
นอกจากนี้ แผ่นดินไหวยังเกิดจากการเคลื่อนตัวของลาวา เนื่องจากในโลกของเรานั้นแบ่งเป็นชั้นได้ 3 ชั้น คือเปลือกโลก ลาวาที่เย็นตัวแล้ว และใจกลางของโลกที่มีลาวาไหลเป็นของเหลวและมีอุณหภูมิสูง เมื่อลาวาใต้เปลือกโลกมีการเคลื่อนตัวก็จะส่งผลกระทบต่อเปลือกโลกด้านบน
น่าเสียดายที่คนไทยเรามีความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวน้อยมาก แตกต่างจากชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน ที่ได้รับความรู้เรื่องนี้อย่างเต็มที่ หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาที่เมืองไทยจริงๆ เราคงทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ออฟฟิศในญี่ปุ่น หรือไต้หวันการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงานส่วนใหญ่จะซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นเหล็ก มีความแข็งแรงสูง เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมา ผู้คนก็สามารถมุดลงใต้โต๊ะเพื่อหลบจากการถูกสิ่งของต่างๆ หรือแม้กระทั่งเพดานหล่นมาทับได้ นอกจากนี้คนเหล่านี้ยังได้รับการสอนและเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีหากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น
ผมยังสงสัยว่าจะมีคนไทยสักกี่คนจะรู้ว่าหากเกิดแผ่นดินไหวต้องทำอย่างไร ผมเชื่อแน่ว่าคนที่อาศัยอยู่ในอาคารสูงๆ คงมีไม่น้อยที่หากเกิดแผ่นดินไหวแล้วจะใช้ลิฟต์เพื่อหนีออกมาจากอาคาร ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจผิดอย่างร้ายแรงเลยทีเดียว
นอกจากนี้ สิ่งก่อสร้างในกรุงเทพฯ ทั้งหมดยังไม่สร้างให้รองรับการเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากมีแต่คนคิดว่าประเทศไทยไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวในอดีต จึงไม่เห็นว่าจะต้องไปสิ้นเปลืองเวลาคิดกับเรื่องพวกนี้ ตึกที่ผมอยู่นั้นแม้จะมีความสูงเพียง 6 ชั้น แต่ผมก็ได้เสริมโครงสร้างให้สามารถรองรับในสถานการณ์แผ่นดินไหวเอาไว้
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ห่างจากแนวการเกิดแผ่นดินไหวอีกต่อไปแล้ว หากเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7 ขึ้นมา คงถือเป็นหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย แม้จะไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนผมก็เชื่อโดยสนิทใจว่าจะไม่สามารถโชคดีพ้นจากวิกฤตนี้ได้หากเกิดแผ่นดินไหวขึ้นมาจริงๆ และสถานที่ที่จะได้รับผลกระทบก่อนเลยก็คงจะเป็นวัด เพราะวัดในเมืองไทยนั้นสร้างด้วยโครงสร้างซึ่งไม่ค่อยแข็งแรงนัก
นับจากนี้ไปคนไทยควรมีการศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวให้เป็นการแพร่หลาย บริษัทวิศวกรรมญี่ปุ่นในประเทศไทยมีอยู่เป็นจำนวนมากที่จะให้ความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ผมว่าหากมีการร่วมมือกันก็จะสามารถช่วยลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเกิดแผ่นดินไหว ถือว่าเป็นการกันไว้ดีกว่าแก้
เรื่องสุดท้ายที่ผมขอฝากไว้คือเรื่องของน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย ด้วยเกิดจากปรากฏการณ์เอลนินโญ







