posttoday
โหมโรง "พญามังกร" จัดกระบวนตั้งทัพรับผู้นำคนใหม่

โหมโรง "พญามังกร" จัดกระบวนตั้งทัพรับผู้นำคนใหม่

09 กันยายน 2555

ในระหว่างที่พญาอินทรีจากโลกตะวันตกอย่างสหรัฐกำลังร้อนแรงด้วยการขับเคี่ยวระหว่างประธานาธิบดี

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ในระหว่างที่พญาอินทรีจากโลกตะวันตกอย่างสหรัฐกำลังร้อนแรงด้วยการขับเคี่ยวระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์ เพื่อชิงเก้าอี้ผู้นำประเทศ พญามังกรแห่งโลกตะวันออกเช่นจีนก็กำลังเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่หมายถึงการผลัดเปลี่ยนผู้นำชุดใหม่ที่จะขึ้นบริหารประเทศในต้นปี 2556 แทนคณะผู้ปกครองชุดเก่าซึ่งอยู่ในอำนาจมาอย่างยาวนานถึง 10 ปีเต็ม

เพราะสถานะของจีนในปัจจุบันคือมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลกที่มาพร้อมกับบทบาทสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศและพันธมิตรทางการค้าหลักๆ ของเกือบทุกประเทศทั่วโลก

ดังนั้น “การผลัดแผ่นดิน” ของจีนในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศทั่วโลกไม่อาจละสายตาไปได้

ทั้งนี้ แม้ทางการจีนจะยังไม่ได้ประกาศกำหนดวันเวลาที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนตัวผู้นำออกมาอย่างชัดเจน แต่สัญญาณบ่งชี้ถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวขึ้นแล้วเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

สัญญาณบ่งชี้ที่ว่าคือการสลับสับเปลี่ยนผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (ซีพีซี) ซึ่งถือเป็นสถาบันการเมืองที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางและการบริหารปกครองประเทศ ด้วยการถอด หลิงจี้หวา ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารของคณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกับเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและมีบทบาทในทางการเมืองสูง ไปเป็นหัวหน้าฝ่ายองค์การบริหารราชการส่วนหน้าของคณะกรรมการกลางพรรคที่มีบทบาททางการเมืองน้อยกว่าแทน

หลังจากนั้นก็โยกเอา หลี่จ้านสือ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลกุ้ยโจว วัย 62 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนที่ หลิงจี้หวา

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ด้านการเมืองในจีนมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมการก่อร่างสร้างฐานอำนาจขึ้นใหม่ของ สีจิ้นผิง รองประธานาธิบดีและว่าที่ประธานาธิบดีที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งในต้นปีหน้าอย่างชัดเจน

เหตุผลสืบเนื่องมาจาก หลี่จ้านสือ คือคนสนิทชิดเชื้อกับ สีจิ้นผิง และเคยทำงานร่วมกันมาสมัยที่ยังเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในมณฑลเหอเป่ย์ ในช่วงต้นปี 2523 ขณะที่ หลิงจี้หวา ซึ่งโดนปลดออกไปนั้นเป็นคนสนิทและที่ปรึกษาของ หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันที่กำลังจะหมดอำนาจในปลายปีนี้

เหตุผลต่อมา เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารของคณะกรรมการกลางพรรค ถือเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทและอิทธิพลในทางการเมืองจีนสูงมาก เนื่องจากต้องดูแลการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาล จัดการเอกสารสำคัญ และกิจการภายในพรรค รวมถึงคอยเป็นธุระจัดการดูแลภารกิจประจำวันของเหล่าผู้นำระดับสูงของพรรคเกือบทั้งหมด ทั้งการกำหนดวาระการหารือในนโยบาย กำหนดการเดินทาง การเข้าพบบุคคลต่างๆ และรายละเอียดในการรักษาความปลอดภัย

โหมโรง "พญามังกร" จัดกระบวนตั้งทัพรับผู้นำคนใหม่

 

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยากนักว่า การแต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิดและไว้ใจได้เข้าสู่ตำแหน่งเช่นนี้จึงมีความหมายมากเพียงไรต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการเตรียมสร้างฐานอำนาจใหม่ที่จะเกิดขึ้น

“การโยกย้ายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีสำหรับ สีจิ้นผิง เพราะจะเป็นการแสดงให้ หูจิ่นเทา รู้ว่าจะไม่มีอิทธิพลหรืออำนาจหลงเหลืออยู่มาก หลังจากที่ก้าวลงจากตำแหน่งไปแล้ว” จางหมิง ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่ง แสดงความเห็นกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัล พร้อมเสริมว่า หูจิ่นเทา จำเป็นต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเกิดมาจากแรงกดดันหรือไม่

ความเห็นของ จางหมิง สอดรับกับสิ่งที่ มาร์ติน พาเทียน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวบีบีซี ประจำกรุงปักกิ่ง ที่ระบุว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ผู้นำชุดใหม่จะขึ้นดำรงตำแหน่งในเร็วๆ นี้ค่อนข้างชัดเจน ส่งผลให้จำเป็นต้องดันเอาคนหรือพันธมิตร พวกพ้องบริวารของตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูง เพื่อสร้างฐานอำนาจในการสนับสนุน ก่อนหน้าที่จะเกิดการถ่ายโอนอำนาจครั้งใหญ่ที่จะตามมา

ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนว่า สีจิ้นผิง จะนำบทเรียนในอดีตที่ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา เคยประสบมาเมื่อครั้งขึ้นสู่ตำแหน่งใหม่ๆ มาเรียนรู้และประยุกต์ใช้ โดยในปี 2545 เมื่อ หูจิ่นเทา ขึ้นรับตำแหน่งแล้ว การทำงานกลับไม่ราบรื่นและเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วน กระทั่งรู้สึกว่าไร้อำนาจสั่งการใดๆ เนื่องจาก เจียงเจ๋อหมิน ผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อนหน้า ได้ทิ้งและตั้งบุคคลที่เป็นผู้ใกล้ชิดในตำแหน่งสำคัญๆ ไว้มากมาย หลังจากที่เจ้าตัวได้หมดอำนาจลง

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ หูจิ่นเทา ขึ้นดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 เมื่อปี 2550 จึงได้นำสิ่งที่ได้รับมาเป็นบทเรียนและตัดสินใจเริ่มโละบุคคลของกลุ่มอำนาจเก่าเหล่านี้ออกไป และแทนที่ด้วยบุคคลและพันธมิตรของตนเองสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาลและในพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อกระชับฐานอำนาจให้เข้มแข็ง ไม่อ่อนแอปวกเปียกเหมือนในสมัยแรก

และหนึ่งในบุคคลที่ถูกนำขึ้นมาก็คือ หลิงจี้หวา นั่นเอง ด้วยการให้เข้ามาเป็นเลขาฯ ส่วนตัวเป็นตำแหน่งแรก ในการชิมลาง ก่อนจะก้าวไปสู่ตำแหน่งในระดับสูงอื่นๆ ต่อไป

ผู้ใกล้ชิดและแหล่งข่าววงในยืนยันตรงกันว่า หลิงจี้หวา ผู้นี้เปรียบดังมือขาวคนสำคัญอีกคนหนึ่งของ หูจิ่นเทา เพราะนอกเหนือจากการเป็นที่ปรึกษาข้อราชการต่างๆ ให้แล้ว ไม่ว่า หูจิ่นเทา จะเดินทางไปไหน หลิงจี้หวา ก็จะติดตามประดุจเงาเสมอ และหลายๆ ครั้งก็คอยทำหน้าที่ในการช่วยร่างสุนทรพจน์ให้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การถอด หลิงจี้หวา ไปอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายองค์การบริหารราชการส่วนหน้าของคณะกรรมาธิการกลางพรรคที่มีบทบาททางการเมืองน้อยนิดและแทบจะเป็นการปิดโอกาสในการหาความเจริญก้าวหน้าในทางการเมือง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกวาดหวังจาก หูจิ่นเทา ให้เข้าเป็นสมาชิกกรรมาธิการกรมการเมือง (โพลิตบูโร) ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่จะเกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเหตุผลด้านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น

ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าสืบเนื่องมาจากการที่ หลิงจี้หวา ผู้นี้มีส่วนพัวพันกับข่าวอื้อฉาวการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ของ หลิงกู่ บุตรชาย เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยร่ำลือกันว่า หลิงกู่ ได้ขับรถยนต์ยี่ห้อหรูเฟอร์รารีพาสาวๆ ในสภาพไร้อาภรณ์ห่มกายซิ่งไปรอบกรุงปักกิ่ง ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต ซึ่งต่อมา หลิงจี้หวา ผู้พ่อได้พยายามปลอมแปลงชื่อบุตรชายที่เสียชีวิตขึ้นใหม่เป็น เจีย เพื่อหวังกลบกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

ทว่า จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถปิดบังได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นประเด็นอ่อนไหวมากสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในปัจจุบัน เพราะคล้ายเป็นการตอกย้ำข่าวคาวอื้อฉาวเกี่ยวกับบุคคลระดับสูงในพรรคที่ออกมาในทางลบก่อนหน้านี้จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการทุจริต การใช้ชีวิตอย่างอู้ฟู่ หรูหรา บ้างก็ใช้อำนาจในการรังแกผู้ที่อ่อนด้อยกว่า ผิดกับประชาชนคนธรรมดาที่ต้องปากกัดตีนถีบ

ขณะเดียวกัน ยิ่งเมื่อจีนต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา เหตุการณ์อื้อฉาวในทำนองเสเพลและเอารัดเอาเปรียบ ก็เทียบได้กับเป็นการสุมไฟให้ลุกโชน และทำให้พรรคต้องมัวหมอง จากการวิพากษ์วิจารณ์โจมตีและรุมประณามจากสังคม จนลุกลามหนักไปถึงขั้นความนิยมในพรรคที่เสื่อมลง

ด้วยเหตุนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคคอมมิวนิสต์จึงเลือกที่จะส่ายหน้าปฏิเสธการอุปถัมภ์ค้ำชู หลิงจี้หวา ต่อไป เพราะขืนให้การสนับสนุนก็ไม่ต่างอะไรกับการทำลายชื่อเสียงและภาพพจน์ของพรรคไปโดยปริยาย

หลักฐานยืนยันได้จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส ซึ่งอ้างแหล่งข่าววงในว่า เจียงเจ๋อหมิน อดีตประธานาธิบดีจีน ถึงกับกล่าวตรงๆ ว่าจะไม่ให้การสนับสนุน หลิงจี้หวา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในพรรคอย่างเด็ดขาด

ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ สีจิ้นผิง ก็มีข่าวว่าได้ไปปรารภกับนักปฏิรูปแนวหน้าของวงการเมืองจีนด้วยการกล่าวว่า ปัญหาหนึ่งที่พรรคจะต้องเผชิญและเร่งแก้ไข นอกจากเรื่องความยากลำบากทางเศรษฐกิจแล้ว ก็คือการจัดการกับบุคคลในพรรคที่นอกแถว ไม่อยู่ในกฎระเบียบพรรค และการทุจริต

จึงไม่แปลกใจนักที่เหตุอื้อฉาวในครอบครัว หลิงจี้หวา จะกลายเป็นชนวนเหตุที่นำไปสู่การเขี่ย หลิงจี้หวา ให้พ้นทางในสายตาของกลุ่มอำนาจใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่อย่างง่ายดาย ชนิดที่เจ้าหน้าที่ในระดับสูงในพรรคเองก็ถึงกับกล่าวว่านายใหญ่อย่าง หูจิ่นเทา เองก็ไม่สามารถปฏิเสธหรือคัดค้านกับการถอด ลูกน้องคนสนิทผู้นี้ออกจากตำแหน่งได้ และเป็นการสะท้อนว่าการรักษาฐานอำนาจที่ใหญ่โตของ หูจิ่นเทา เอาไว้หลังจากลงจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศไปแล้ว จะอ่อนแอลงมากเพียงไร

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นเสมือนดั่งการส่งสัญญาณเตือนแล้วว่า ช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังรุกคืบเข้ามาทุกฝีก้าวแล้ว

และต่อจากนี้ไป โลกน่าจะได้เห็นการจัดกระบวนพลสลับสับเปลี่ยนบรรดาผู้นำในตำแหน่งทางการเมืองและการบริหารของจีนบ่อยครั้งมากขึ้น ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้าก่อนเดือน มี.ค. 2556 แน่นอน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI