
หนีกระเจิงหวั่นเขื่อนแตก
สหรัฐเตือนผู้อาศัยในมลรัฐมิสซิสซิปปีหลุยเซียนา เร่งหนีน้ำท่วม หลัง “ไอแซค” ส่งระดับน้ำในเขื่อนอันตรายจนต้องระบายน้ำก่อนเขื่อนแตก
สหรัฐเตือนผู้อาศัยในมลรัฐมิสซิสซิปปีหลุยเซียนา เร่งหนีน้ำท่วม หลัง “ไอแซค” ส่งระดับน้ำในเขื่อนอันตรายจนต้องระบายน้ำก่อนเขื่อนแตก
ทางการมลรัฐหลุยเซียนาและมิสซิสซิปปีได้ประกาศเตือนเร่งให้ผู้อาศัยในพื้นที่อพยพไปยังที่ปลอดภัย เพื่อหนีน้ำท่วมจากการเร่งระบายน้ำออกจากเขื่อนที่ตั้งอยู่ใกล้กับทะเลสาบตันกิปาฮัว เพื่อป้องกันไม่ให้เขื่อนแตกเสียหาย เพราะฤทธิ์พายุเฮอริเคนไอแซคทำให้เขื่อนรองรับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเข้าขั้นอันตราย โดยน้ำที่ปล่อยออกมาบางส่วนได้เอ่อล้นเข้าท่วมแม่น้ำในบางสายแล้ว ขณะที่พื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าตัวเขื่อนก็จมอยู่ใต้น้ำแล้วเช่นกัน
ทั้งนี้ ฟิล ไบรอัน ผู้ว่าการมลรัฐมิสซิสซิปปี ได้ออกมายืนยันว่า สภาพของเขื่อนยังแข็งแรงดี ไม่มีรอยแตกร้าว โดยได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมาควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อนลงสู่แม่น้ำเพื่อลดแรงกดดัน
“เจ้าหน้าที่ทั้งหมดจะทำงานและดูแลความปลอดภัยของเขื่อนตลอดทั้งคืน” ไบรอัน กล่าว
ขณะเดียวกัน กอร์ดอน บูร์เกสส์ หัวหน้าเขตปกครองท้องถิ่นตันกิปาฮัว ได้ออกคำสั่งเร่งอพยพประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งแม่น้ำตันกิปาฮัว ซึ่งจะเป็นแม่น้ำสายหลักที่จะรับน้ำที่ระบายมาออกจากเขื่อน
ทั้งนี้ ทางการทั้งสองมลรัฐได้จัดส่งรถบรรทุกและรถบัสหลายคันเพื่อช่วยอพยพประชาชนที่ต้องการย้ายออกจากพื้นที่ โดยขณะนี้มีประชาชนราว 500 คน ได้ลงทะเบียนเข้าพักที่ศูนย์พักพิงฉุกเฉินในเมืองเคนต์วูดแล้ว
บ็อบบี จินดัล ผู้ว่าการมลรัฐหลุยเซียนา กล่าวว่า ทางการจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อน เพราะการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากปล่อยให้เขื่อนแตก ความเสียหายย่อมมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น อาจเกิดน้ำท่วมสูงถึง 17 ฟุต และประชาชนอีกกว่า 46 หมื่นคน จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก
“เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าปล่อยน้ำที่ประมาณ 8 ฟุต (2.5 เมตร) เท่านั้น ก่อนจะปิดเขื่อนเช่นเดิม” จินดัล กล่าว พร้อมย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากเจ้าหน้าที่
นอกเหนือจากการระบายน้ำจากเขื่อนแล้ว ทางการมลรัฐหลุยเซียนายังเริ่มการซ่อมแซมเขื่อนป้องกันน้ำท่วมตามแนวชายหาดที่รับความเสียหายอย่างหนักในเมืองพาคิวไมพาริส
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว มีขึ้นหลังจากพายุเฮอริเคนไอแซคลดระดับความรุนแรงลงมาเหลือแค่พายุโซนร้อนเมื่อวันที่ 30 ส.ค. และกำลังเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ของมลรัฐอาร์คันซอและทางตอนใต้ของมลรัฐมิสซิสซิปปี ในช่วงกลางวันของวันที่ 31 ส.ค.นี้
สำหรับความเสียหายจากพายุครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 คน ส่วนบ้านเรือนในมลรัฐหลุยเซียนา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับพายุถล่มอย่างหนักกว่าหลายร้อยหลังคาเรือนต้องจมอยู่ใต้น้ำ และประชาชนกว่าหลายพันคนต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ขณะที่ประชากรกว่าครึ่งเมืองไม่มีไฟฟ้าใช้ และกว่า 500 คน ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากทางการในการส่งเรือหรือยานพาหนะที่สามารถขับเคลื่อนในน้ำลึกได้
ด้านประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในมลรัฐหลุยเซียนาและมิสซิสซิปปีเรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงดึกของวันที่ 29 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานของรัฐสามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น







