
ทำไม OPEC+ ลดผลิตน้ำมัน มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?
สถานการณ์น้ำมันทั่วโลกกำลังตึงตัว สร้างความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งสูงขึ้น หลังจากกลุ่มประเทศ OPEC+ ประกาศลดอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นก่อนสหภาพยุโรปจะขยายมาตรการคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อรัสเซียอันเป็นผลจากสงครามยูเครน โดยประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และพันธมิตรรวมถึงรัสเซีย ตกลงที่จะลดกำลังการผลิตลงสองล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) ก่อนช่วงฤดูหนาวนี้
โดยจะเริ่มลดการผลิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้ หลังจากร่วมประชุมครั้งแรกที่สำนักงานใหญ่ในกรุงเวียนนา นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19
OPEC+ แถลงว่า การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับ "ความไม่แน่นอนที่กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มตลาดน้ำมัน" รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของซาอุดิอาระเบีย อับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน เน้นย้ำถึงบทบาทดังกล่าวของกลุ่มในฐานะผู้พิทักษ์ตลาดพลังงานให้มีเสถียรภาพ โดยการลดอุปทานที่แท้จริงจะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านถึง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
หลังการประกาศ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงมาตรฐานสากล เพิ่มขึ้นทันที 1.7% แตะระดับ 93.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ในช่วงต้นปี ราคาเบรนท์อยู่ใกล้ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 127 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม สองสัปดาห์หลังจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 14 ปี
Ipek Ozkardeskaya นักวิเคราะห์ของ Swissquote เตือนว่าการปรับลดการผลิตครั้งนี้ จะทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอีกจนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
“ยิ่งราคาพลังงานสูงขึ้น ธนาคารกลางก็ยิ่งต้องกำจัดอุปสงค์เพื่อดึงราคาให้ต่ำลงเท่านั้น”
การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจทำให้ภูมิภาคเช่นยุโรปอยู่ในสถานะที่ยากลำบากมากขี้น เนื่องจากหลายประเทศในยุโรปผูกราคาน้ำมันจากการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่ปูตินกล่าวว่า รัสเซียจะระงับการส่งออกไปยังประเทศที่บังคับมาตรการบอยคอตจากสงคราม







