posttoday
สายเลือดบริสุทธิ์ เด็กๆเลือดผสมก็เป็นของเรา

สายเลือดบริสุทธิ์ เด็กๆเลือดผสมก็เป็นของเรา

26 สิงหาคม 2555

“ความภูมิใจในสายเลือดอันบริสุทธิ์” กับความพยายามที่จะรักษาเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมไว้มิให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือแตกแยก เป็นสัญชาตญาณในการดำรงเผ่าพันธุ์ที่กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤตให้อยู่รอดสืบสายต่อมิให้สูญสิ้นไป... “โวลตูรี” จะมิยอมให้เผ่าพันธุ์แวมไพร์ที่เหลือเพียงน้อยและกำลัง Endanger ต้องสูญสิ้น เพราะเด็กอมตะอย่าง “เรเนสเม่” ฉันใดเกาหลีในอดีตก็มิยอมให้จักรวรรดิญี่ปุ่นกลืนกินสายเลือดของประเทศราชบนคาบสมุทรเกาหลีแห่งตนฉันนั้น... คำว่า “มินจ๊ก” จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์และพลังขับดันในการรักษาเชื้อชาติเกาหลีไว้อย่างเหนียวแน่น และมีอิทธิพลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“ความภูมิใจในสายเลือดอันบริสุทธิ์” กับความพยายามที่จะรักษาเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมไว้มิให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือแตกแยก เป็นสัญชาตญาณในการดำรงเผ่าพันธุ์ที่กำลังตกอยู่ในห้วงวิกฤตให้อยู่รอดสืบสายต่อมิให้สูญสิ้นไป... “โวลตูรี” จะมิยอมให้เผ่าพันธุ์แวมไพร์ที่เหลือเพียงน้อยและกำลัง Endanger ต้องสูญสิ้น เพราะเด็กอมตะอย่าง “เรเนสเม่” ฉันใดเกาหลีในอดีตก็มิยอมให้จักรวรรดิญี่ปุ่นกลืนกินสายเลือดของประเทศราชบนคาบสมุทรเกาหลีแห่งตนฉันนั้น... คำว่า “มินจ๊ก” จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์และพลังขับดันในการรักษาเชื้อชาติเกาหลีไว้อย่างเหนียวแน่น และมีอิทธิพลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“มินจ๊ก” มีความหมายว่า ชาติ หรือเชื้อชาติ ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงปี 1905 ในขณะที่ญี่ปุ่นพยายามกลืน Identity เกาหลี เมื่อพูดถึง “มินจ๊ก” ความรู้สึกของคนเกาหลีจะแผ่ซ่านออกไปมากกว่าคำแปลที่อยู่ในพจนานุกรม เพราะมันหมายถึงคุณภาพของสายเลือดและความบริสุทธิ์ที่ไม่มีเชื้อชาติอื่นใดเจือปน...ตามประวัติศาสตร์เขาเขียนไว้ว่า ที่จริงคำนี้ก็เอามาจากภาษาญี่ปุ่นนั่นแหล่ะค่ะ แล้วก็เอามาสู้ (ทางใจ) กับญี่ปุ่น สู้ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกจึงยอมถอยออกไปจากเกาหลี รวมเป็นเวลากว่า 30 ปี (ช่วงอาณานิคม) + 60 กว่าปี (จนปัจจุบัน) ที่เกาหลีอยู่ในห้วงวิกฤต ต้องสร้างชาติใหม่... เขาโตมาเป็นตัวเป็นตนเป็นหนึ่งในเอเชียได้ ก็เพราะมาจากการหล่อเลี้ยงจิตใจด้วยคำว่า “มินจ๊ก” ซึ่งก็คือ ความรู้สึก “ชาตินิยม” นั่นเอง...

แล้วเกาหลี สร้างความรู้สึก “มินจ๊ก” สำเร็จได้อย่างไร ... สายเลือดเดียวกันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างมินจ๊กได้หรอกค่ะ ... ประเทศที่สังคมแตกแยก คนในชาติไม่รักกัน น่าจะลองศึกษาดูเป็นตัวอย่างนะคะ ผู้ที่ทำให้ความเป็น “มินจ๊ก” เข้มแข็งคนแรก คือ บัณทิต “อี ควาง ซู” ซึ่งเป็นนักคิดมีชีวิตอยู่ในช่วงประเทศตกเป็นเมืองขึ้น เขาเป็นคนแรกที่ให้แนวคิดในการสร้างมินจ๊ก ว่าต้องประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญ 3 สิ่ง คือ หนึ่ง มีสายเลือดเดียวกัน สอง สร้างลักษณะนิสัยกับอัตลักษณ์ที่เหมือนกัน และสาม สร้างความต้องการรักษาวัฒนธรรมอันเดียวกัน... ลงลึกถึงขั้นฝังในวัฒนธรรม จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความเป็นชาตินิยมของคนเกาหลีที่ใครๆ ไปเห็นแล้ว จะออกปากเสมอว่า “ทำไมเขาชาตินิยมกันจัง” ได้ฝังรากลึกมาขนาดนี้ได้อย่างไร

ในชั้นเรียน... แน่นอนว่า ในยุคสร้างชาติจนถึงเพียงแค่ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เกาหลียังสอนเด็กให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นเชื้อชาติที่บริสุทธิ์ (เจือปนน้อย ระดับน้อยกว่า 1000 PPM : Part Per Million) ... ในอดีต การที่ชายเกาหลีจะแต่งงานกับหญิงต่างชาติสักคน เป็นเรื่องใหญ่ในครอบครัวที่ยอมได้ยาก ... ทว่า ณ วันนี้ บรรพบุรุษโชซอนที่นิทราอย่างสุขารมณ์ใน “มโยจิ” ฮวงซุ้ย คงจะสะดุ้งเล็กน้อยและต้องยอมรับความจริงว่า โครงสร้างสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว เกาหลีผ่านพ้นวิกฤตไปแล้ว ครอบครัวอินเตอร์จากการแต่งงานข้ามชาติ เป็นสะใภ้ต่างชาติมากกว่า 80% ส่วนเขยต่างชาติมีแค่ประมาณ 20% มีผลิตผลเป็นคนตัวน้อยๆ ที่มีสายเลือดเกาหลีครึ่งหนึ่งจำนวนมากมายแล้ว มีคนต่างชาติเข้ามาอยู่ในเกาหลีแล้วกว่า 7 แสนคน ดังนั้น...ความเป็น “มินจ๊ก” อาจไม่สามารถใช้ได้ต่อไป จึงต้องเปลี่ยนแปลง ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทุกครอบครัวนี้มีความสุข เสมอภาค หากคนเหล่านี้ไม่สุขไม่เสมอภาค สังคมก็จะสงบเรียบร้อยเสมอภาคและยุติธรรมไปไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ลูกหลานเลือดผสมเจอในอดีต คือ การกีดกันจากโอกาสทางสังคม ยกตัวอย่างเช่น ระเบียบของกองทัพบกแต่เดิมระบุไว้ว่าคนที่เข้ารับราชการทหารได้นั้น จะต้องมีสายเลือดเกาหลีบริสุทธิ์เท่านั้น หมายความว่า แม้จะเกิดในเกาหลี มีสัญชาติเกาหลี ใช้นามสกุลเกาหลี แต่ถ้ามีคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นคนต่างด้าว ก็ไม่มีสิทธิรับราชการทหาร ด้วยเหตุผลที่อธิบายไว้ว่า เพื่อความมั่นคงของชาติ ป้องกันสายลับสองหน้า... จนกระทั่ง 3 ปีก่อน (2552) กองทัพได้แก้ไขระเบียบนี้ พร้อมทั้งเอาคำว่า “มินจ๊ก” ออกไปจากระเบียบ โดยเปลี่ยนมาใช้คำว่า “กุงมิน ” อันมีความหมายว่า “ปวงประชาในชาติ” แทน... ปีนี้เป็นปีแรก ที่กองทัพจะบรรจุลูกครึ่งเข้ารับราชการค่ะ เราจึงได้เห็นรอยยิ้มของลูกครึ่งที่ตั้งใจจะตอบแทนคุณแผ่นดินเกิดตบเท้าเข้าเป็นทหารสมกับที่รอคอยมาหลายทศวรรษ...

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ทำสำเร็จ ยังคงมีความเลื่อมล้ำอีกมากมายที่รอคอยการแก้ไข หากเกาหลีแก้สำเร็จก็จะได้ทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้หลากหลายจากการผสมผสานวัฒนธรรมจากประเทศอื่น...

เกาหลีน่ากลัวตรงนี้ล่ะค่ะ การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่มาหลายพันปี กลับทำได้ในระยะเวลาอันสั้นเมื่อเห็นประโยชน์มากกว่าโทษ เหมือนกับพลิกแผ่นดินได้เพียงชั่วข้ามคืน...

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน