posttoday
"ระบบขับรถอัตโนมัติ" นวัตกรรมสุดล้ำ พลิกโฉมยานยนต์โลก

"ระบบขับรถอัตโนมัติ" นวัตกรรมสุดล้ำ พลิกโฉมยานยนต์โลก

26 สิงหาคม 2555

เมื่อสิ่งที่กว้างไกลและไร้ขอบเขต คือ จินตนาการของมนุษย์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เมื่อสิ่งที่กว้างไกลและไร้ขอบเขต คือ จินตนาการของมนุษย์ ดังนั้น ตราบใดที่มนุษย์ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ ตราบนั้นความฝันย่อมก่อรูปร่างเป็นจริงได้เสมอ เหมือนเช่นการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่ทันได้ตั้งตัวรับกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้น

ความก้าวหน้า รุดหน้า และล้ำหน้าในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ไล่เรียงตั้งแต่การพัฒนาระบบเครื่องยนต์แบบลูกผสมระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ไฮบริด) ระบบเบรกสั่งเบรกรถให้โดยอัตโนมัติ หรือระบบสั่งถอยหลังเข้าที่จอดรถหรือช่องว่างโดยอัตโนมัติ

เรียกได้ว่าระบบทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นสิ่งที่สมัยหนึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นจริงได้ แต่ก็เป็นไปแล้วในปัจจุบันและกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายธรรมดาต่อไปในอนาคต

แต่แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ผ่านมาย่อมไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งความต้องการของมนุษย์ซึ่งมักจะจินตนาการล้ำหน้าวิทยาการใดๆ ก่อนเสมอ

ไม่เช่นนั้น ก็คงจะไม่มีนวัตกรรมใหม่แกะกล่องล่าสุดอย่าง “ระบบการขับรถอัตโนมัติ” (ออโตไพลอต หรือเซลฟ์ไดรฟ์วิง) ที่ทำให้ผู้ใช้รถไม่จำเป็นต้องมานั่งหมุนพวงมาลัยซ้ายทีขวาที หรือคอยแตะเบรกเรื่อยๆ ให้เมื่อย เพื่อบังคับทิศทางการเดินรถอีกต่อไป

"ระบบขับรถอัตโนมัติ" นวัตกรรมสุดล้ำ พลิกโฉมยานยนต์โลก

 

เพราะระบบขับรถแบบอัตโนมัตินี้ จะดำเนินการแทนให้ทั้งหมด โดยที่ผู้ขับขี่มีหน้าที่เพียงแค่เลือกเป้าหมายการเดินทางไปยังจุดหมายที่ต้องการ พร้อมนั่งมองอยู่ในห้องโดยสารเท่านั้น

ทั้งนี้ ระบบขับรถอัตโนมัติไม่ใช่สิ่งที่กล่าวขึ้นมาลอยๆ หรือเป็นเพียงโครงการฝันเฟื่องแต่อย่างใด โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บรรดาบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ชั้นนำของโลก ทั้ง เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ฟอร์ด โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน ฮุนได เมอร์เซเดสเบนซ์ บีเอ็ม โฟล์คสวาเกน เอจี และวอลโว่ ต่างทุ่มทุนพัฒนาวิจัยระบบออโตไพลอต อย่างจริงจัง ซึ่งในบางค่ายได้นำออกมาเปิดตัวทำการทดสอบใช้จริงบนถนนเรียบร้อยแล้ว

หรือแม้กระทั่งบริษัทด้านไอทีชื่อดัง อย่าง อินเทล คอร์ป ผู้ผลิตไมโครโพรเซสเซอร์และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประกาศว่าจะลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,100 ล้านบาท) เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

ขณะที่ทางด้าน กูเกิล อิงค์ ผู้ให้บริการเสิร์ชเอนจินรายใหญ่ของโลกอย่างกูเกิลดอตคอม ก็ยังอดไม่ได้ที่จะโดดเข้ามาร่วมพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยในปี 2553 กูเกิลประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการนำรถยนต์โตโยต้า รุ่นพรีอุส และเลกซัส รุ่นอาร์เอ็กซ์ 450 เอช มาทดลองขับขี่บนท้องถนนกับระบบขับขี่อัตโนมัติของกูเกิล ด้วยระยะทางยาวกว่า 3 แสนไมล์ในสหรัฐ

ยิ่งไปกว่านั้น บางรัฐในสหรัฐ เช่น รัฐเนวาดา หรือรัฐฟลอริดา ก็ได้ออกกฎหมายอนุญาตให้มีการใช้ระบบขับขี่อัตโนมัติขึ้นแล้ว

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ระบบดังกล่าวเป็นที่สนใจในหมู่ผู้ผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์รวมถึงภาครัฐ ก็เพราะเทคโนโลยีที่ว่านี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ผู้ใช้งานทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาวะ เช่น ผู้สูงอายุซึ่งมักจะมีปัญหาทางสายตา หรือบุคคลซึ่งมีเงื่อนไขขัดข้องทางร่างกายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่ยังเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้รถแก่ผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะและผู้สัญจรบนท้องถนนครั้งใหญ่อีกด้วย โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ชี้ชัดว่า ในแต่ละวันนั้น มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเฉลี่ย 1.2 ล้านคนทั่วโลก และบาดเจ็บอีกกว่า 50 ล้านคน

ทั้งนี้ เทคโนโลยีของระบบขับขี่อัตโนมัติจะทำงานสอดคล้องพร้อมกับอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ มากมาย อาทิ ระบบเรดาร์ ระบบระบุตำแหน่งบนผิวโลก (จีพีเอส) ระบบกล้องและไฟรถแบบอินฟราเรด รวมไปถึงเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว หรือเรียกสั้นๆ ว่าลีดา (Light Detection and Ranging system) ซึ่งจะคอยประเมินสิ่งต่างๆ ที่อยู่บนเส้นทางและรอบๆ ตัวรถ ว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่ตัวรถ ผ่านการสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นมา โดยทั้งหมดทั้งปวงจะทำให้รถที่ขับอยู่โดยระบบอัตโนมัติสามารถเลือกในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมและช่วยหลบเลี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้ทันท่วงที

"ระบบขับรถอัตโนมัติ" นวัตกรรมสุดล้ำ พลิกโฉมยานยนต์โลก

 

ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนหรือสิ่งของกีดขวางทางอยู่ ระบบจะสั่งเบรกทันทีโดยอัตโนมัติ หรือหากรถที่อยู่ข้างหน้าขับช้ากว่า ระบบจะช่วยประมวลข้อมูลหาช่องทางการจราจรที่ว่างอยู่ เพื่อเร่งแซงก่อนนำรถกลับมาช่องทางการจราจรเดิม หรือแม้กระทั่งช่วยรักษาระยะห่างของรถคันถัดไปให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ระบบขับขี่อัตโนมัติยังช่วยทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างมีวินัยมากขึ้น เนื่องจากระบบได้รับการออกแบบให้เคารพกฎวินัยจราจรอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันก็ยังมีระบบรักษารถให้วิ่งในเลนสม่ำเสมอ ไม่ออกไปคร่อมเลนอื่น

เรียกได้ว่า ระบบดังกล่าวได้มีส่วนช่วยทำให้การเกิดอุบัติเหตุซึ่งเป็นผลพวงมาจากการแหกกฎการจราจร หรือไม่เชื่อฟังสัญญาณเตือนต่างๆ ลดลงอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญในวงการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังระบุต่ออีกว่า ปัจจุบันได้มีการพัฒนาระบบความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น และคาดว่าจะนำเข้ามาใช้ร่วมกับระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแน่นอน นั่นคือ “ระบบการสื่อสารระหว่างรถ” ในแต่ละคันขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงระบบของรถในแต่ละคันเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยแจ้งเตือนล่วงหน้าต่างๆ ได้ อาทิ การแจ้งเตือนว่ารถคันข้างหน้าจะเปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือมีรถติดบนเส้นทางที่จะไป อันจะนำไปสู่การหลีกเลี่ยงเส้นทางนั้น และหาเส้นทางอื่นๆ แทน เป็นต้น

ทั้งนี้ ระบบการสื่อสารระหว่างรถนี้กำลังนำไปทดสอบ โดยกระทรวงคมนาคมสหรัฐ ที่รัฐมิชิแกนแล้ว เมื่อไม่นานมานี้ และคาดว่าผลการทดสอบจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับในการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว

ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติถูกนำไปพัฒนาและเริ่มมีนำการทดลองในหลายบริษัทมากขึ้น ทำให้ผู้บริหารในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ออกมามองว่า สิ่งดังกล่าวน่าจะถูกนำเข้ามาใช้จริงและวางขายในท้องตลาดอีกในไม่ช้านี้ โดยคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นก่อนปี 2568 และจะนำไปสู่จุดเปลี่ยนของวงการอุตสาหกรรมและธุรกิจยานยนต์ครั้งใหญ่ในรอบกว่าร้อยปี

“แนวคิดการสร้างรถที่ขับขี่ได้เองโดยอัตโนมัติเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ และนั่นจะนำไปสู่การเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ครั้งใหญ่ในรอบ 125 ปี” ลารี เบิร์น ที่ปรึกษาโครงการเซลฟ์ไดรฟ์วิงของกูเกิล และเป็นอดีตนักวิจัยและหัวหน้าฝ่ายการพัฒนาของบริษัท จีเอ็ม กล่าว

คำกล่าวของเบิร์น สอดรับกับผลการศึกษาวิจัยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อระบบขับขี่อัตโนมัติดังกล่าวมีการวางจำหน่ายในท้องตลาดจริง จัดทำโดย บริษัท คีพีเอ็มจี ผู้ให้บริการคำปรึกษาด้านการลงทุน และศูนย์วิจัยด้านยานยนต์แห่งรัฐมิชิแกน ซึ่งได้เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว โดยชี้ว่า หากระบบดังกล่าวสามารถสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่รถได้จริง จนทำให้การเกิดอุบัติเหตุน้อยลงก็จะทำให้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์มีต้นทุนต่ำลง และจะผลิตได้เร็วขึ้นกว่าเดิม

เพราะความจำเป็นของขั้นตอนในการออกแบบ อุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยในตัวรถต่างๆ อาทิ ถุงลมนิรภัย การใช้เหล็กจำนวนมากในตัวถังรถ หรือชิ้นส่วนประกอบต่างๆ เพื่อทำให้รถแข็งแกร่งทนทาน ก็จะไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำอีกแล้ว

นอกจากนี้ ผลวิจัยยังเผยอีกว่า ธุรกิจประกันภัยในรถยนต์อาจต้องถึงกาลดับสูญ หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบวิธีการในการดำเนินธุรกิจไป เนื่องจากเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้คำว่าการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนของรถยนต์กลายเป็นอดีตแค่นั้น

และนั่นก็อาจรวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจอู่ซ่อมรถด้วย ที่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจไปด้วยการหันมาจับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่ยังไม่มีระบบขับขี่อัตโนมัติแทน เนื่องจากลูกค้าที่รถยนต์มีระบบดังกล่าวจเข้ามาใช้บริการน้อยลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ถึงระบบการขับรถโดยอัตโนมัติดังกล่าวนั้นจะได้รับความสนใจในหมู่ผู้คลุกคลีในอุตสาหกรรมแวดวงยานยนต์ไม่น้อย แต่ความเป็นไปได้จริงที่จะนำมาใช้ยังคงเป็นปริศนาอยู่ เนื่องจากยังผู้เชี่ยวชาญอีกจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมั่นต่อการนำระบบดังกล่าวมาใช้จริงบนท้องถนน โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย หากเกิดความผิดพลาดขึ้นในระบบดังกล่าวขึ้น

อีกทั้งด้วยราคาของการเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวยังสูงเกินกว่าการที่คนทั่วไปจะซื้อหาได้ เฉพาะแค่ระบบลีดาของกูเกิลก็ปาเข้าไปอย่างน้อย 7 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 2.17 ล้านบาท) แล้ว ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้การนำมาใช้จริงในเร็วๆ นี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

เห็นได้จากผลการสำรวจของบริษัท เจดีพาวเวอร์ ที่ลงไปสำรวจความเห็นของประชาชนสหรัฐ ซึ่งแม้ว่าจะให้มีผู้ความสนใจกับเทคโนโลยีดังกล่าวมากถึง 37% แต่กลับมีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่ตอบว่ายินดีจะซื้อมาไว้ครอง โดยมีเงื่อนไขว่าราคาจะต้องจะอยู่ที่ราว 3,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 9.3 หมื่นบาท) เท่านั้น

ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาในการใช้ชีวิตประจำวันช้าหรือเร็วนั้น คงจะไม่มีความหมายเท่ากับการที่อุตสาหกรรมรถยนต์ในวันนี้ได้เริ่มเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งแล้ว

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI