
ภัยแล้งมะกันลามหนัก ปชช.ไร้น้ำใช้-แห่ทิ้งไร่
สหรัฐแล้งสุด! กินวงกว้าง 2 ใน 3 ของพื้นที่ ประชาชนเดือดร้อนหนัก เสี่ยงไร้น้ำใช้ ด้านเกษตรกรแห่ทิ้งไร่ เคลมเงินประกัน ทำผลผลิตขาดแคลนหนัก
สหรัฐแล้งสุด! กินวงกว้าง 2 ใน 3 ของพื้นที่ ประชาชนเดือดร้อนหนัก เสี่ยงไร้น้ำใช้ ด้านเกษตรกรแห่ทิ้งไร่ เคลมเงินประกัน ทำผลผลิตขาดแคลนหนัก
ศูนย์ข้อมูลสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐ เปิดเผยรายงานติดตามสถานการณ์ภัยแล้งฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ระบุว่า ในขณะนี้สหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 โดยขยายตัวเป็นวงกว้างมากกว่า 63.5% หรือราว 2 ใน 3 ของประเทศ อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนที่ลดลงเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันนานหลายสัปดาห์
ภาวะภัยแล้งของสหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าน่าจะรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ต.ค. นับเป็นระดับที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากหากเทียบกับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จะพบว่าพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งเพียง 8% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น โดยในครั้งนี้ภัยแล้งได้กินวงกว้างตั้งแต่รัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของประเทศ ไปยังเขตนิวอิงแลนด์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ โดยพื้นที่ของเขตคอร์น เบลท์ ทางตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ภัยแล้งดังกล่าว ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างหนักว่าประชาชนในหลายพื้นที่อาจต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างหนัก ภายหลังจากความต้องการบริโภคพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้บางพื้นที่จำเป็นต้องประกาศจำกัดการใช้น้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ล่าสุด รัฐอินดิแอนา ทางตอนกลางของประเทศ ได้ประกาศใช้ข้อจำกัดการใช้น้ำแล้วเป็นครั้งแรก หลังมีปริมาณน้ำฝนเพียง 15.55 นิ้ว ซึ่งลดลงจากปกติที่ตกต่อเดือนถึง 24.49 นิ้ว
“เราขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันใช้น้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด” แกรี เบนจามิน ผู้จัดการทั่วไปแผนกการจัดการน้ำของบริษัทผู้ผลิตน้ำเพื่อการบริโภคเดสโมนส์ กล่าว
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า เกษตรกรอเมริกันเตรียมแห่ยื่นเรื่องขอเงินประกันผลผลิตทางการเกษตรเสียหายในปีนี้พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากมองว่าอาจไม่สามารถทำกำไรจากผลผลิตที่ได้รับความเสียหายจากภัยแล้งได้เท่าที่ควร ซึ่งสร้างความกังวลว่าอาจกลายเป็นปัญหาทางการเกษตรครั้งใหม่ที่ส่งผลให้เกษตรกรแห่ละทิ้งไร่โดยที่ไม่ได้พยายามรักษาผลผลิตเสียก่อน
นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจส่งผลให้ราคาผลผลิตพุ่งสูงขึ้นถึงอีก 50% อันเป็นผลมาจากปริมาณผลผลิต ซึ่งหดตัวลงอยู่แล้วจากภัยแล้ง ลดปริมาณลงอีกอย่างต่อเนื่อง







