
ยุโรปยันแผนคุมแบงก์ไม่ทันปีนี้
รัฐมนตรีคลังเยอรมนียันยุโรปตั้งคณะกรรมการดูแลแบงก์ไม่ทันปีนี้แน่นอน
รัฐมนตรีคลังเยอรมนียันยุโรปตั้งคณะกรรมการดูแลแบงก์ไม่ทันปีนี้แน่นอน
วูล์ฟกัง ชูเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี เปิดเผยว่า ยุโรปไม่สามารถจัดตั้งคณะกรรมการควบคุมดูแลระบบธนาคารในยุโรปได้ทันภายในปีนี้ตามแผนเดิมของที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรป (อียูซัมมิต) เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นความกังวลล่าสุดเกี่ยวกับความล่าช้าของแผนแก้หนี้ของยุโรป
“ก่อนที่จะมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือธนาคาร ยุโรปจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมดูแลเสียก่อน ทว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการแต่งตั้งภายในปีนี้” ชูเบิล กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อปลายเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมอียูซัมมิตได้บรรลุข้อสรุป “แผน 10 ปี” ซึ่งเป็นแผนแก้หนี้ระยะยาว โดยประกอบด้วยการจำกัดหนี้ของแต่ละประเทศ การยับยั้งการผ่านร่างงบประมาณของสมาชิก รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการดูแลธนาคารในภูมิภาค
แม้แผนดังกล่าวจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ทว่านักวิเคราะห์เตือนว่า ในระยะยาว ยุโรปอาจประสบปัญหาในการนำแผนมาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการมอบอำนาจให้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ควบคุมดูแลธนาคารรายใหญ่ ซึ่งหลายฝ่ายเกรงว่า อาจกระทบต่อการกำหนดนโยบาย รวมทั้งทำลายความน่าเชื่อถือของอีซีบี
ด้านรอยเตอร์ส รายงานว่า อำนาจใหม่ของอีซีบีอาจมีความน่าเชื่อถือของธนาคารเป็นเดิมพัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอีซีบีรับรองความปลอดภัยของธนาคาร แต่ธนาคารดังกล่าวกลับต้องเผชิญวิกฤตในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
ขณะที่ เยนส์ เว็ดมันน์ ประธานธนาคารบุนเดสแบงก์ของเยอรมนี เตือนว่า อีซีบีอาจเผชิญปัญหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
“อีซีบีมีหน้าที่กำหนดนโยบายการเงิน ดังนั้นหากทราบว่าธนาคารบางแห่งมีปัญหา สิ่งนี้จะกระทบการกำหนดนโยบายหรือไม่” เว็ดมันน์ ระบุ
ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ในยุโรปนั้น เอเอฟพีรายงานว่า ไอร์แลนด์และโปรตุเกส ซึ่งเป็นสองชาติที่เคยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องขอเงินช่วยเหลือจากยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปี 2553 นั้นเตรียมกลับเข้าไประดมทุนในตลาดทุนอีกครั้งในปี 2556 ด้วยการเปิดประมูลพันธบัตรระยะยาว
ทว่า นักวิเคราะห์เตือนว่า โปรตุเกสอาจไม่สามารถระดมทุนในตลาดได้ทันในปีหน้า เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2553 ไอร์แลนด์ ซึ่งเพิ่งประสบความสำเร็จในการระดมทุน 500 ล้านยูโร (ราว 2 หมื่นล้านบาท) จากการประมูลพันธบัตรอายุ 3 เดือน ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ได้ขอเงินช่วยเหลือมูลค่า 8.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.4 ล้านล้านบาท) ขณะที่โปรตุเกสขอ 7.8 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.12 ล้านล้านบาท)







