posttoday
จับตาประชุมความมั่นคงอาเซียนเล่นบทถ่วงดุล พญามังกร VS พญาอินทรี

จับตาประชุมความมั่นคงอาเซียนเล่นบทถ่วงดุล พญามังกร VS พญาอินทรี

09 กรกฎาคม 2555

อาเซียนเปิดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความมั่นคงสัปดาห์นี้ ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จีนอาเซียนสหรัฐยังร้อนแรง

อาเซียนเปิดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศความมั่นคงสัปดาห์นี้ ประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ จีนอาเซียนสหรัฐยังร้อนแรง

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เปิดม่านประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ และการประชุมอาเซียนว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในเอเชียแปซิฟิก (เออาร์เอฟ) กรุงพนมเปญของกัมพูชา ในระหว่างวันที่ 9-13 ก.ค.นี้ โดยประเด็นปัญหาความขัดแย้งในข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างจีนและสมาชิกอาเซียนจะยังคงเป็นประเด็นใหญ่ในที่ประชุม

ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ พร้อมด้วยผู้แทนจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ซึ่งเป็นชาติคู่เจรจาอาเซียนจะเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย คาดว่าจะมีการหารือถึงความร่วมมือต่อการแก้ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้อย่างเข้มข้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างอิทธิพลจีนและสหรัฐในภูมิภาคนี้ไปแล้ว

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เป็นผู้นำการผลักดันให้อาเซียนรวมตัวกันชักจูงให้จีนยอมรับใน “เงื่อนไขการเจรจา” (ซีโอซี) ของอาเซียนต่อความขัดแย้งในครั้งนี้ เพื่อให้การแก้ปัญหาระหว่างจีนและชาติสมาชิกอาเซียนที่อ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ข้อพิพาทนั้นกลับขึ้นมาอยู่บนโต๊ะเจรจา ซึ่งทั้งเวียดนามและฟิลิปปินส์ต่างกล่าวหาว่าจีนมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมาตลอด อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาจีนได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการจะแก้ปัญหานี้แต่เพียงฝ่ายเดียว

จีน ไต้หวัน และชาติสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน และมาเลเซีย ต่างอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางทะเลชั้นยอดอุดมไปด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยที่ผ่านมาจีนได้สร้างความไม่พอใจให้กับประเทศอื่น ด้วยการเปิดประมูลให้มีการสำรวจน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับเวียดนามและฟิลิปปินส์อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า สมาคมอาเซียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลก กำลังเร่งชั่งน้ำหนักว่าจะเล่นบทการถ่วงดุลมหาอำนาจในภูมิภาคนี้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐได้แสดงท่าทีชัดเจนต่อการเข้ามายุ่งเกี่ยวในภูมิภาคนี้ ขณะที่จีนก็มีนโยบายขยายอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้อุณหภูมิในความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระอุขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม จากสถานะการเป็นพันธมิตรกับสหรัฐมายาวนาน และจากความสัมพันธ์กับจีนที่แน่นแฟ้นขึ้นของหลายชาติสมาชิกอาเซียน ซึ่งน่าจะทำให้การประชุมอาเซียนครั้งนี้ไม่สามารถได้ข้อตกลงในประเด็นใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับทั้งจีนและสหรัฐได้

ทั้งนี้ ลาว กัมพูชา และพม่า ซึ่งเป็นชาติสมาชิกอาเซียนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจด้อยที่สุดของกลุ่มนั้น ยังคงต้องพึ่งพาจีนเป็นสำคัญไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค ความช่วยเหลือด้วยการทหาร และการพึ่งพาการลงทุนจากบริษัทสัญชาติจีน นอกจากนั้นจีนยังมีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับสิงคโปร์และมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้นเช่นกัน

ขณะที่ความสัมพันธ์กับไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น จีนได้ใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อผนึกความสัมพันธ์กับไทยอย่างแข็งขันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษากับนักศึกษาไทยจำนวนมาก และเมื่อไม่นานมานี้ จีนยังจะส่งครูภาษาจีนมาช่วยสอนภาษาจีนในเมืองไทยมากถึง 1 หมื่นคนทีเดียว

ขณะทางด้านอิทธิพลของสหรัฐต่ออาเซียนนั้น สหรัฐเริ่มรู้สึกกังวลว่าสหรัฐกำลังเดินตามหลังจีนในอาเซียนไปแล้ว โดยสหรัฐกำลังมุ่งกำจัดความวิตกกังวลที่ว่า อิทธิพลทางเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังถูกสั่นคลอนจากอิทธิพลจากจีนในภูมิภาคนี้

สหรัฐได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อการเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้ผ่านยุทธศาสตร์เชิงทหาร โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ลีออน พาเนตตา รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้เดินทางเยือนอาเซียนและได้ประกาศแผนเพิ่มการประจำการกองเรือสหรัฐในเอเชียแปซิฟิกถึง 60% ภายในปี 2563 นี้ โดยจะใช้ฐานทัพเรือในฟิลิปปินส์ เวียดนาม และอาจจะรวมถึงในสิงคโปร์ด้วย

สหรัฐยังพยายามที่จะปรากฏตัวที่ฐานทัพเรืออู่ตะเภาในไทย ภายใต้โครงการขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) ก่อนจะถอนตัวไปในที่สุดเมื่อโครงการดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาไทยเสียก่อน

ฟู่หยิง รองรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้กล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศไทยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนด้วยว่า อาเซียนถือเป็นประเด็นหลักอันดับต้นสำหรับการวางนโยบายของจีน และจีนได้ขออาเซียนวางตัวอย่างเป็นอิสระในช่วงที่สหรัฐพยายามกลับเข้ามามีอิทธิพลมากขึ้นขณะนี้

ทั้งนี้ อาเซียนถือเป็นกลุ่มความร่วมมือที่ทั่วโลกมองว่ามีอนาคตที่สดใส โดยเศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนจากพลังการบริโภคภายในที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการใช้จ่ายเพื่อระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และยังได้แรงกระตุ้นจากการลงทุนจากต่างประเทศ

มอร์แกน สแตนเลย์ ได้คาดการณ์ไว้ว่า การเติบโตด้านการลงทุนต่อจีดีพี สำหรับอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย จะเติบโตอย่างต่อเนื่องไปถึงปีหน้า โดยรวมทั้งสามประเทศนั้นจะเติบโตจากเดิมที่ 22.7% ในปี 2553 ไปที่ 23.2% ในปี 2554 และ 23.6% ในปี 2556

ในสัปดาห์นี้ ฮิลลารี คลินตัน จะเปิดการประชุมนักธุรกิจสหรัฐ จากสภานักธุรกิจสหรัฐอาเซียน ที่เมืองเสียมราฐของกัมพูชา ซึ่งจะเป็นเวทีการประชุมใหญ่ที่สุดของสภานักธุรกิจสหรัฐอาเซียน เท่าที่เคยจัดมาในภูมิภาคนี้ด้วย

ทางด้าน สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทยได้ตอบรับคำเชิญของฮิลลารี ที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีดังกล่าวด้วยในวันที่ 13 ก.ค.นี้

ขณะเดียวกันทางด้านผู้แทนคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ไอชาร์) จะเปิดเผยปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเป็นครั้งแรก ซึ่งปฏิญญาดังกล่าวจะมีผลผูกพันทางกฎหมายกับชาติสมาชิกอาเซียนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ทางด้านองค์การนิรโทษกรรมสากล กลุ่มฮิวแมน ไรต์วอตช์ และกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง 10 รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน แสดงความวิตกกังวลว่า คณะทำงานไม่เคยเปิดเผยร่างปฏิญญาดังกล่าวมาก่อนในระหว่างกระบวนการร่าง อีกทั้งยังปกปิดเป็นความลับโดยที่ไม่ปรึกษากับฝ่ายใดๆ ในกระบวนการร่าง ซึ่งอาจจะทำให้เนื้อหาในร่างดังกล่าวไม่ได้มาตรฐานสากล

ในวันนี้คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลฯ จะส่งร่างปฏิญญาดังกล่าวให้กับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ก่อนที่จะเสนอขึ้นต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียนในปลายปีนี้ เพื่อรับรองก่อนประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือว่าเป็นปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของอาเซียน และจะมีผลผูกพันทางการกฎหมายอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน