posttoday
หวั่น "ลอนดอนเกมส์" ตามรอยกรีซ มหกรรมนี้ได้ไม่คุ้มเสีย

หวั่น "ลอนดอนเกมส์" ตามรอยกรีซ มหกรรมนี้ได้ไม่คุ้มเสีย

08 กรกฎาคม 2555

เหลือเวลาอีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โอลิมปิกเกมส์”

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

เหลือเวลาอีกเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น มหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “โอลิมปิกเกมส์” ก็จะเปิดฉากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เฝ้ารอคอยกันมาถึง 4 ปีเต็ม โดยในครั้งนี้จะมีขึ้น ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตามธรรมเนียมก็จะมีการนำชื่อเมืองมาใช้เป็นชื่อเรียกมหกรรมกีฬาดังกล่าว ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสื่อส่วนใหญ่ก็จะเรียกมหกรรมกีฬาครั้งนี้สั้นๆ ว่า “ลอนดอนเกมส์”

ถึงแม้ว่าการรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพหนนี้ของอังกฤษจะไม่ใช่ครั้งแรก เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยรับเกียรติเป็นเจ้าภาพมาแล้วถึง 2 หน ในปี 2451 และในปี 2491 แต่ก็กล่าวได้ว่าชาวเมืองผู้ดีและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ยังคงรู้สึกตื่นเต้นและอดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้กับการทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง รวมถึงเหล่านักกีฬาและผู้มีเกียรติที่จะเดินทางมารับชมการแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลก

แน่นอนว่าการได้รับสิทธิให้เป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกให้ได้สักครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาโดยง่ายดาย เพราะประเทศนั้นๆ จะต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายนานัปการ ทั้งการตกผลึกทางความคิด และการถกเถียงกันภายในประเทศก่อนว่าจะเสนอตัวเพื่อขอรับสิทธิจัดการแข่งขันหรือไม่ รวมถึงต้องแสดงให้คณะกรรมการฝ่ายคัดเลือกเจ้าภาพของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เห็นก่อนว่า ประเทศที่เสนอตัวเข้ามานั้นผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เช่น ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ สนามกีฬาที่ได้มาตรฐานและเพียงพอที่จะรองรับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกได้ รวมถึงระบบการคมนาคมที่ดีพร้อมหรือไม่ เป็นต้น

ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องฝ่าฟันกับการเสนอตัวเพื่อแย่งชิงสิทธิการเป็นเจ้าภาพกับประเทศอื่นๆ ซึ่งในแต่ละปีต้องยอมรับว่าประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้มีการทุ่มเทเงินทุนและโครงการอภิมหาโปรเจกต์ขนาดยักษ์จำนวนมาก เพียงเพื่อล่อตาล่อใจให้ไอโอซียอมเลือกประเทศเหล่านี้เป็นเจ้าภาพ โดยเหตุผลลึกๆ สิ่งที่ประเทศเหล่านี้ต้องการจากการเป็นเจ้าภาพก็คือ ต้องการใช้เวทีมหกรรมกีฬาอันดับหนึ่งของโลกมาเป็นเครื่องมือเพื่อประชาสัมพันธ์ และประกาศศักดาความยิ่งใหญ่เชิงสัญลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ว่าขณะนี้ได้ก้าวพัฒนาขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของโลกแล้ว

หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้น คือ การเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมโอลิมปิกไม่ใช่สิ่งที่ทุกประเทศจะทำได้ ฉะนั้นการที่ประเทศหนึ่งซึ่งในอดีตเคยเป็นเพียงแค่ประเทศกำลังพัฒนา และต้องคอยเดินตามหลังประเทศตะวันตก สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดและทำให้งานนี้เป็นที่จดจำของคนทั่วโลกได้ ก็เท่ากับว่าในวันนี้ได้ก้าวมายืนอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศตะวันตกแล้ว

เหมือนเช่นที่ “จีน” ยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลมากกว่า 4 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) เพื่อจัดการแข่งขัน “ปักกิ่งเกมส์” ในปี 2551 ให้ออกมาอลังการที่สุด ขณะที่ “รัสเซีย” ซึ่งเตรียมที่จะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2557 ก็เตรียมงบไว้ถึง 2.4 หมื่นล้านยูโร (ราว 9.36 แสนล้านบาท) และ “บราซิล” ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกในปี 2559 ก็เตรียมงบไว้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

กระนั้นก็ตาม ถึงแม้จะมีหลายฝ่ายกล่าวว่า การลงทุนดังกล่าวจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจะช่วยสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลในภายภาคหน้า เนื่องจากการลงทุนทั้งหมดเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนา และยังเป็นโอกาสอันดีที่ช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมากขึ้น ทว่าประโยชน์ที่จะได้กลับคืนสู่ประเทศเจ้าภาพทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวนั้น ก็ใช่ว่าจะ “คุ้มค่า” กับงบ ประมาณมหาศาลที่ทุ่มทุนเสมอไป

“การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก หมายถึงการทุ่มเทและลงทุนเพียงแค่ระยะเวลา 23 ปี แต่จะให้ผลงอกงามต่อไปได้อีก 20 ปีข้างหน้า” ฌักส์ ร็อกส์ ผู้อำนวยการไอโอซี กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี

การทุ่มทุนมหาศาลและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งเจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีการตั้งคำถามขึ้นในปัจจุบันว่า จะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังก้าวถอยหลังจากผลพวงของวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะยุโรป ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าภาพอังกฤษก็กำลังอยู่ในห้วงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วย

หวั่น "ลอนดอนเกมส์" ตามรอยกรีซ มหกรรมนี้ได้ไม่คุ้มเสีย

 

ถึงแม้รัฐบาลอังกฤษจะให้คำมั่นว่า การเป็นเจ้าภาพจะไม่สร้างภาระทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศมากนัก และจะพยายามใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและไม่ฟุ่มเฟือย โดยจะจำกัดการใช้งบประมาณไม่ให้บาน ปลายเกินกว่า 1.16 หมื่นล้านยูโร (ราว 4.5 แสนล้าน บาท) ซึ่งถือว่าน้อยกว่าหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับครั้งที่จีนเป็นเจ้าภาพเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งใช้งบประมาณไปถึง 4 หมื่นล้านยูโร

ทว่า สถานการณ์ดูจะไม่เป็นไปตามที่วาดหวัง เมื่อ คณะกรรมาธิการด้านการตรวจสอบงบประมาณการจัดโอลิมปิกในรัฐสภาของอังกฤษ เริ่มแสดงความวิตกกังวลออกมาให้เห็นแล้วว่า งบประมาณในการจัดซึ่งตั้งไว้เดิม ส่อแววว่าจะล้นทะลักอย่างหนัก โดยปัจจุบันใกล้จะแตะถึงระดับ 1.38 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.3 แสนล้านบาท) ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ดำดิ่งลงไปกว่าเดิมอีก

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างของประเทศที่เคยรับบทเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในช่วง 3 ครั้งหลังสุดที่ผ่านมานี้ ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าการจัดมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ อาจจะไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างที่เคยคาดคิดไว้

โดยเฉพาะกรณีของกรีซ ซึ่งรับบทเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก หรือ “เอเธนส์เกมส์” ในปี 2547 แทนที่โอกาส ดังกล่าวจะช่วยนำมาซึ่งการช่วยกระตุ้นให้เกิดการขยาย ตัวทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับกลายเป็นการก่อหนี้ก้อนมหาศาลขึ้นมา โดยข้อมูลจากไอโอซี ระบุว่า งบประมาณการจัดโอลิมปิกของกรีซที่ใช้ไปกว่า 1 หมื่นล้านยูโร (ราว 3.9 แสนล้านบาท) นั้น ได้ก่อหนี้สาธารณะในกรีซให้เพิ่มขึ้นมหาศาลในสัดส่วนถึง 23% ของจีดีพี

“ผลประโยชน์จากการจัดโอลิมปิกที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น มีเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น” ฌองหลุยส์ ชัพเพอเลต์ ศาสตราจารย์ด้านการบริหารกิจการสาธารณะ แห่งมหาวิทยาลัยโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ กล่าว

ขณะที่ประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีที่ออสเตรเลียรับบทเป็นเจ้าภาพในปี 2543 หรือ “ซิดนีย์เกมส์” นั้น มีเพียงแค่ 0.75% ต่อจีดีพีของทั้งประเทศเท่านั้น อีกทั้งรายได้จากภาคการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาชมการแข่งขัน ก็ไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งประเทศ แต่กลับกระจุกตัวอยู่แค่เฉพาะในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นเมืองที่ใช้จัดการแข่งขันหลักเท่านั้น และภายหลังจากมหกรรมกีฬาดังกล่าวจบลง ยอดการจับจ่ายค้าปลีกภายในประเทศก็ลดลงอย่างรวดเร็วตามไปด้วยเช่นกัน โดยมีการรายงานตัวเลขพบว่า ภายใน 3 ปีให้หลังซิดนีย์เกมส์ ยอดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดินทางเข้าในประเทศก็ลดลงเรื่อยๆ

ทว่า ที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น คือ การลงทุนก่อสร้างสนามกีฬาและสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก เพื่อรองรับกับผู้คนที่หลั่งไหลมาชมกีฬาโอลิมปิกนั้น แทบจะไม่ได้สร้างประโยชน์ใดๆ ขึ้นมาเลยภายหลังจบการแข่งขันไปแล้ว อาทิ สนามจัดการแข่งวอลเลย์บอล เบสบอล และการพายเรือคายัก ที่ปัจจุบันอยู่ในสภาพของ “ซากสนาม” โดยถูกปล่อยทิ้งร้างราวกับว่าไม่เคยถูกใช้ประโยชน์ใดๆ มาก่อน

เช่นเดียวกับที่กรีซ สิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก เมื่อเสร็จสิ้นการใช้งานลงแล้ว เกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้สร้างขึ้นก็ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ใดๆ ต่อมากนัก ซ้ำร้ายบางอย่างต้องถูกรื้อทิ้งลง เพราะไม่รู้จะนำไปใช้ทำอะไรต่อ

ความกังวลต่อการจัดงานในครั้งนี้ ยังได้รับคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์หลายคนที่ได้ออกมาแสดงความเห็นแย้งกับธนาคารกลางของอังกฤษ ที่วาดหวังว่าลอนดอนเกมส์ 2012 จะช่วยกระตุ้นและขับดันภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยให้ฟื้นขึ้นมาได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติและวันหยุดที่มีเยอะจะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นตามมา โดยระบุว่าการขยายตัวจากการหลั่งไหลของผู้คนที่เข้ามาชมการแข่งขันและการจับจ่ายใช้สอย เช่น การซื้อของที่ระลึก หรือการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะส่งผลดีต่อทางเศรษฐกิจในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

ความเห็นดังกล่าวได้รับการตอกย้ำจากการรายงานการศึกษาของเครือธนาคารซิตี้กรุ๊ป ที่บ่งชี้ว่าประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก ช่วง 50 ปีหลังมานี้ จะมีการขยายตัวในช่วง 6 เดือนก่อนหน้าสัปดาห์ที่จะเริ่มมีการจัดการแข่งขันจริงเท่านั้น ทว่าหลังจากนั้นอีก 6 เดือน ก็จะเข้าสู่ภาวะถดถอยลง

จึงอาจกล่าวได้ว่าการจัดการแข่งขันลอนดอนเกมส์ของอังกฤษครั้งนี้ อาจจะกลายเป็นการฉายภาพซ้ำของปรากฏการณ์ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดังเช่นที่หลายประเทศก่อนหน้านี้เคยประสบมาก่อน ซึ่งนอกจากนี้จะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ อย่างเป็นชิ้นเป็นอันตามมาแล้ว ซ้ำร้ายอาจเป็นการเพิ่มยอดหนี้สาธารณะของอังกฤษให้เพิ่มสูงขึ้น

หากรัฐบาลกรุงลอนดอนไม่สามารถเรียนรู้บทเรียนจากอดีต โดยไม่เร่งศึกษาและเตรียมแผนใช้ประโยชน์จากการเป็นเจ้าภาพมหกรรมโอลิมปิกครั้งนี้ให้เต็มที่ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้แล้ว ลอนดอนเกมส์ 2012 อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโอลิมปิก ที่ไม่มีใครอยากรับช่วงมหกรรมราคาแพงเช่นนี้อีกก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน