
ท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง 4
เมื่อคุณเตรียมเอกสารและกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปยื่นที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าญี่ปุ่น (JVAC) ตรงสีลมนะครับไม่ใช่สถานกงสุล ที่ถนนวิทยุ เดี๋ยวนี้หลายๆ สถานทูตฯ ตัดขั้นตอนการยื่นเอกสารและรับเล่มไปให้เอาต์ซอร์สทำกันเยอะ เหลือไว้ทำเองเฉพาะขั้นตอนการพิจารณาวีซ่าเท่านั้น จากเดิมที่เคยยื่นวีซ่าญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 3 วัน ทำการก็ต้องมีขั้นตอนของ JVAC เพิ่มมาอีก 2 วัน รวมเป็น 5 วัน ทำการ นอกจากนานขึ้นแล้วก็ยังแพงขึ้นอีก 500-600 บาท เป็นค่าดำเนินการของ JVAC ลองคิดเล่นๆ ดู ปีนึงมีคนเดินทางไปญี่ปุ่นประมาณ 2 แสนกว่าคน คิดค่าบริการคนละ 500 บาทพอ งานนี้ JVAC ซัดไปแค่ 100 ล้านเอง แหะ แหะ
เมื่อคุณเตรียมเอกสารและกรอกรายละเอียดในแบบฟอร์มยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ก็นำไปยื่นที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าญี่ปุ่น (JVAC) ตรงสีลมนะครับไม่ใช่สถานกงสุล ที่ถนนวิทยุ เดี๋ยวนี้หลายๆ สถานทูตฯ ตัดขั้นตอนการยื่นเอกสารและรับเล่มไปให้เอาต์ซอร์สทำกันเยอะ เหลือไว้ทำเองเฉพาะขั้นตอนการพิจารณาวีซ่าเท่านั้น จากเดิมที่เคยยื่นวีซ่าญี่ปุ่นใช้เวลาแค่ 3 วัน ทำการก็ต้องมีขั้นตอนของ JVAC เพิ่มมาอีก 2 วัน รวมเป็น 5 วัน ทำการ นอกจากนานขึ้นแล้วก็ยังแพงขึ้นอีก 500-600 บาท เป็นค่าดำเนินการของ JVAC ลองคิดเล่นๆ ดู ปีนึงมีคนเดินทางไปญี่ปุ่นประมาณ 2 แสนกว่าคน คิดค่าบริการคนละ 500 บาทพอ งานนี้ JVAC ซัดไปแค่ 100 ล้านเอง แหะ แหะ
อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าตั้งแต่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวสามารถยื่นขอวีซ่าแบบเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple Visa) แล้วนั้น 2 วัน ก่อนเพิ่งไปยื่นวีซ่าให้น้องคนนึงและได้รับวีซ่าแบบ Multiple มา เลยขออนุญาตน้องเขาเอาหน้าตาวีซ่ามาโชว์ให้ท่านผู้อ่านดู เพราะมีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างจากวีซ่าแบบครั้งเดียวอยู่บ้าง อย่างแรกก็คือวีซ่าจะมีอายุการใช้งาน 3 ปี หรือน้อยกว่าขึ้นอยู่กับสถานะของท่านและการพิจารณาของกงสุล อย่างที่สองคือระยะเวลาการพำนักซึ่งจะให้อยู่ได้ไม่เกินครั้งละ 15 วัน แต่ถ้าท่านต้องการจะอยู่เกินก็ต้องอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมลงในแบบสอบถาม สำหรับผู้ยื่นวีซ่า Multiple ให้ครบถ้วน เมื่อท่านได้วีซ่าแล้วก็สบายล่ะจะไปญี่ปุ่นเมื่อไหร่ก็ไปได้เลย แค่ขอให้ระมัดระวังเรื่องระยะเวลาการพำนักให้ดี อย่าให้เกินที่เขากำหนด เพราะญี่ปุ่นเขาเข้มงวดกับระเบียบปฏิบัติมาก หากผิดเงื่อนไขอาจจะถูกระงับวีซ่าได้ แต่ผมไม่ยืนยันนะครับ เพราะยังไม่เคยลองและก็คงไม่ลองด้วย
ขั้นตอนต่อไปหลังจากได้รับวีซ่าแล้วก็ต้องหาตั๋วเครื่องบิน ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ไปซื้อกับบริษัททัวร์ เพราะสะดวกกว่าและราคาถูกกว่าการไปซื้อตรงกับสายการบิน แต่เดี๋ยวนี้มีทางเลือกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทดอตคอม หรือซื้อตรงทางออนไลน์กับสายการบินบางสาย ก็จะได้ราคาดีกว่าซื้อผ่านบริษัททัวร์ อันนี้แล้วแต่ท่านเลยครับ เพราะไม่ว่าท่านจะซื้อจากแหล่งใด มันก็สายการบินเดียวกันเครื่องบินลำเดียวกัน บางท่านคงสงสัยว่าแล้วอย่างนี้ทำไมถึงต้องมีราคาถูกแพงไม่เท่ากัน ขออธิบายตรงนี้หน่อยนึงว่า ปัจจุบันแทบทุกสายการบินจะมีการบริหารรายได้จากที่นั่งบนเครื่อง (Yield Management) คือ ในหนึ่งชั้นที่นั่งจะมีหลายราคาเพื่อให้สอดคล้องกับลูกค้าแต่ละตลาด เช่นราคาตั๋วสำหรับเดินทางเป็นหมู่คณะ ราคาตั๋วแบบมีเงื่อนไข ราคาตั๋วสำหรับลูกค้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ราคาตั๋วสำหรับบริษัทที่มีข้อตกลง ฯลฯ ซึ่งแต่ละสายการบินก็อาจจะสนใจลูกค้าในตลาดที่แตกต่างกัน ราคาตั๋วของแต่ละสายฯ ก็เลยแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ยกตัวอย่างเช่น บางสายฯ เน้นตลาดผู้โดยสารเดินทางเองจึงไม่มีนโยบายออกราคาตั๋วเดินทางเป็นหมู่คณะ เป็นต้น แต่ไม่ว่าสายการบินจะมีนโยบายอย่างไร ในตลาดก็มักจะมีตั๋วราคาถูกออกมากระตุ้นต่อมอยากเที่ยวอยู่เสมอ
ผมสนับสนุนให้ท่านผู้อ่านซื้อของดีราคาถูก แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไขที่ชัดเจนและท่านยอมรับได้ด้วยนะครับ ไม่ใช่ถูกอย่างเดียว เพราะบางครั้งมันจะกลายเป็นกรณี เสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายไป เพราะตั๋วถูกมากมักจะมากับเงื่อนไขที่มากเช่นกัน ปกติเวลาท่านซื้อตั๋วมาส่วนมากจะตรวจสอบตำแหน่งไหนกันบ้างครับ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะดูกันแค่ ชื่อนามสกุลและเที่ยวบิน แต่ก็มีบ้างบางท่านที่ไม่เช็กอะไรเลยเพราะเชื่อใจบริษัททัวร์ที่ท่านไปออกตั๋วมา แต่ผมขอย้ำตรงนี้เลยครับว่า ขอให้ตรวจสอบชื่อนามสกุลที่ปรากฏอยู่บนตั๋วให้ตรงกันกับในหนังสือเดินทาง เพราะด่านแรกของการเดินทางออกนอกประเทศก็คือการไปเช็กอินที่เคาน์เตอร์ของสายการบิน แล้วถ้าบังเอิญตั๋วของท่านมีชื่อไม่ตรงกับในหนังสือเดินทางละก็เป็นเรื่องครับ เพราะถึงแม้เจ้าหน้าที่เขาจะเชื่อว่าท่านเป็นท่านจริงๆ ก็ตาม แต่ในทางปฏิบัตินี่มันไม่ได้ บางท่านอาจจะบอกว่าเคยได้รับการอนุโลมมาแล้ว นั่นเพราะท่านเจอเจ้าหน้าที่ที่อะลุ้มอล่วยและแน่นอนว่าเป็นที่เมืองไทย แต่เหตุการณ์เดียวกันในสถานที่ที่ต่างกันท่านอาจจะตกอยู่ในภาวะจนตรอกหมดหนทางก็ได้ เพราะคนต่างชาติอ่านภาษาไทยไม่ออกครับ เขาไม่รู้หรอกว่า ผมที่ชื่อพัฒนา จะสะกดด้วย Patana หรือ Pattana ก็ได้ในเมืองไทย แต่สำหรับคนต่างชาติ ไอ้ 2 ชื่อนี่มันคนละคนกันครับ และถ้ารวมนามสกุลของผมด้วยแล้วนี่ห้ามผิดเด็ดขาด เพราะนามสกุลยาวตัวอักษรเยอะ นามสกุลผม นิธิพัฒนปัญญา สะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Nitipatanapanya ดูแล้วมีโอกาสผิดสูงมาก ถ้าไม่ตรวจสอบให้ดีก็จะเจอปัญหาที่ผมว่ามา ยังไม่ได้ไปไหนเลยก็ปวดหัวแล้ว
ถ้าปัญหาเกิดขึ้นตอนกลางวันของวันธรรมดา ท่านก็อาจจะติดต่อบริษัททัวร์ของท่านให้ช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าท่านบินเที่ยวบินตอนค่ำ บริษัททัวร์ปิดแล้ว หรือเป็นวันเสาร์อาทิตย์ที่เขาปิดทำการ ท่านจะทำอย่างไร คำตอบคือ ถ้าโชคดีหน่อยก็แค่จ่ายค่าเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนตั๋ว แต่ถ้าโชคร้ายสุดๆ ก็ต้องซื้อตั๋วใบใหม่ และราคาแพงกว่าใบเดิม ส่วนตั๋วใบเดิมถ้าท่านซื้อมาถูกมากๆ และมีพิมพ์เงื่อนไขไว้บนตั๋วว่า NonRefund ก็เป็นอันจบเห่ โยนตั๋วใบนั้นทิ้งน้ำไปได้เลย หรือรอกลับมาทะเลาะกับบริษัททัวร์ที่ท่านออกตั๋วว่าใครจะรับผิดชอบก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ถ้าท่านไม่อยากเจอกับประสบการณ์แบบนี้ ผมขอแนะนำให้ท่านจองตั๋วโดยอ้างอิงชื่อจากหน้าหนังสือเดินทางของท่านและส่งก๊อบปี้หน้าหนังสือเดินทางของท่านไปให้บริษัททัวร์เพื่อยืนยันความถูกต้องและเป็นการป้องกันตัวท่านในกรณีเกิดเหตุชื่อผิด บริษัททัวร์จะอ้างไม่ได้ไงครับ
สัปดาห์หน้าผมจะมาว่าเรื่องตั๋วกันต่อ ส่วนใครที่กำลังวางมีแผนไปญี่ปุ่นเอง ขอเรียนเชิญไปชมงาน เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ครั้งที่ 2 ในวันที่ 20-22 ก.ค.นี้ เขาจะจัดกันที่ศูนย์การค้า Terminal 21 ตรงสี่แยกอโศก ได้ข่าวว่ามีของถูกและดีมาขายในงานนี้ด้วยครับ







