
สำรวจพบสังคมเชื่อนรกมีจริงสงบกว่า
อาจารย์มหาวิทยาลัยโอเรกอนสหรัฐสำรวจพบ สังคมที่คนเชื่อนรกมีจริงสงบกว่าสังคมที่ไม่เชื่อเหตุคนกลัวบาป
อาจารย์มหาวิทยาลัยโอเรกอนสหรัฐสำรวจพบ สังคมที่คนเชื่อนรกมีจริงสงบกว่าสังคมที่ไม่เชื่อเหตุคนกลัวบาป
งานนี้เรียกได้ว่าเป็นการนำความเชื่อด้านศาสนาไปใช้ในทางที่ผิดสุดๆ สำหรับบรรดาอาชญากรจากทั่วทุกมุมโลก หลังผลการศึกษาล่าสุดของอาซิม ชาริฟ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโอเรกอนของสหรัฐ พบว่าสังคมที่มีความเชื่อเรื่อง “สวรรค์” จะมีอัตราการเกิดอาชญากรรมที่สูงกว่าสังคมที่มีความเชื่อเรื่อง “นรก”
เพราะจากการสำรวจผู้คนกว่า 143,197 คน จาก 67 ประเทศทั่วโลก ในช่วงเวลา 26 ปีที่ผ่านมา ชาริฟ ค้นพบความจริงสุดช็อกว่าอาชญากรรมรูปแบบต่างๆ อาทิ การฆาตกรรม ปล้นสะดม และการข่มขืนนั้น มักเกิดขึ้นในสังคมที่ผู้คนไม่มีความเชื่อเรื่องการตกนรกเพื่อชดใช้บาปกรรมที่เคยก่อเอาไว้
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ผู้คนในสังคมที่มีความเชื่อว่า พอตายไปแล้วจะสามารถหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษได้ ก็จะกล้าลงมือก่ออาชญากรรมต่างๆ มากกว่าคนในสังคมที่มีความเชื่อว่านรกมีจริง
“ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ศาสนามีส่วนสำคัญในการสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคม เพราะดูเหมือนว่าคนมักเกรงกลัวบทลงโทษจากพลังเหนือธรรมชาติ” ชาริฟ กล่าว โดยย้ำว่าความเชื่อและคำสอนต่างๆ เกี่ยวกับนรกมักสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในสังคม และถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ควบคุมและกำหนดพฤติกรรมของคน
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ชาริฟได้เปิดเผยผลการศึกษาลักษณะเดียวกัน โดยพบว่านักเรียนที่มีความเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้าเปี่ยมด้วยความเมตตา จะกล้า “โกงข้อสอบ” มากกว่านักเรียนที่เชื่อว่าพระเจ้าโหดร้าย
ขณะที่ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐเมื่อปี 2546 ก็พบว่า ประสิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจของประเทศที่มีความเชื่อเรื่องนรก-สวรรค์นั้น จะดีกว่าประเทศที่มีแต่ความเชื่อเรื่องสวรรค์ แต่ไม่เชื่อเรื่องนรก
ด้านคิมเบอร์ลี เอสพี จากสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน กล่าวว่า แม้ผลการศึกษาของชาริฟนั้นจะเกี่ยวข้องกับประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องศาสนา ทว่า ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากจะช่วยให้คนเข้าใจอิทธิพลของศาสนาและวัฒนธรรมต่อพฤติกรรมของคนในสังคมได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้ยินเช่นนี้แล้วก็ใช่ว่าสังคมจะสามารถโทษศาสนาว่าเป็นสาเหตุของอาชญากรรมได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าท้ายสุดแล้วผู้ที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอนเยาวชนในสังคมก็คือ ครอบครัวและชุมชนนั่นเอง







