
กระบี่เงียบมฤตยูกรีดร้อง
บ่ายวันนั้น ความชื้นแทบว่าจะดับความอุ่นทั้งปวงในแผ่นดิน ฝนยังโปรยปรายไม่หยุดสาย มวลเมฆทึบห่มยอดเขาสูงจวบถึงไหล่ผา ราวกับหมายจะกลืนกินแผ่นดินทีละน้อยๆ
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
บ่ายวันนั้น ความชื้นแทบว่าจะดับความอุ่นทั้งปวงในแผ่นดิน ฝนยังโปรยปรายไม่หยุดสาย มวลเมฆทึบห่มยอดเขาสูงจวบถึงไหล่ผา ราวกับหมายจะกลืนกินแผ่นดินทีละน้อยๆ
นักเดินทางตัดสินใจอาศัยตึกโบราณเป็นที่พึ่ง อาณาบริเวณกว้างขวางเล่นระดับบนไหล่เขาอย่างงดงาม ชวนให้ไพล่นึกไปว่า สถานที่แห่งนี้อาจเคยเป็นคฤหาสน์ของคหบดีลือนามก่อนยุคปลดปล่อย แต่ทุกวันนี้มันเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์รำลึกความฉิบหายจากยุคสงครามจีนต่อต้านญี่ปุ่น
เมืองเล็กๆ ในโอบล้อมของเทือกเขาซึ่งแบ่งรัฐกะฉิ่นของพม่าจากแผ่นดินอวิ๋นหนานของจีน ราวกับหลุดมาจากฉากในนิยายกำลังภายใน บ้านเรือนก่อด้วยศิลายาด้วยน้ำปูนขาวสะอาด หลังคาไม้ทรงจีนโบราณปูกระเบื้องกาบสีเทาในรูปแบบของชาวแคว้นเตี้ยน บนเส้นทางคดเคี้ยวของถนนศิลาลัดผ่านซอกมุมเมือง บางห้วงพบเพียงเสียงกระซิบของสายลมจากโพ้นผา และบางคราเสียงหัวเราะแผ่วเบาราวหลุดมาจากอีกยุคอันไกลโพ้น
ใครเลยจะจินตนาการได้ว่า สถานที่อันสงบรำงับจะเคยเป็นพยานความวอดวายในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา
“พิพิธภัณฑ์ต่อต้านญี่ปุ่น” ไม่ใช่โบราณสถานสำคัญ ทั้งมิได้มีทิวทัศน์อันตระการ หากแต่ผู้มาเยือนทุกท่านสมควรแวะชม หากไม่ยินดีเข้าไป เจ้าบ้านจะเป็นผู้ชักชวนโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยง!
นิทรรศการว่าด้วยบาดแผลของสงครามได้รับการจัดแต่งในสไตล์โมเดิร์นหากเข้ากับอาคารไม้โบราณอย่างน่าชมเชย สิ่งจัดแสดงมีตั้งแต่จอกเหล้าสาเกฉลองชัยของผู้รุกราน รอยร้าวบนจอกกระเบื้องจากวันนั้นวันนี้ยังเด่นชัด เหรียญตรามอบแด่คหบดีท้องถิ่นผู้ระดมทุนต่อต้านแต่เขากลับตายเสียก่อน “ในหน้าที่” เสื้อผ้าขาดวิ่นของหญิงสาวถูกฉุดคร่ามาเป็นทาสกามของกองทัพพระจักรพรรดิ ภาพขาวดำของเด็กน้อยเหยื่อสงคราม ราวกับโชยกลิ่นสีเลือดอยู่ชั่วนาตาปี หากแต่ปราศจากซึ่งเสียงกรีดร้อง
ดาบตาวของวีรชนชาวอวิ๋นหนาน มันหนาและหนักแต่ปราศจากคม ไม่แน่ว่าศีรษะของเจ้าของดาบอาจถูกตัดด้วยคมดาบซามูไรจากโตเกียว บอบบาง ทว่าแกร่งและเฉียบถึงขนาดตัดเส้นผมกลางอากาศ
หากแต่วินาทีที่เงียบกริบนี้ นักเดินทางจับจ้องดาบซามูไรด้วยหัวใจขัดข้อง ดาบที่ชาวโลกยกย่องให้เป็นยอดของดาบ ผู้คนทั่วแผ่นดินต่างปรารถนา แม้แต่ตัวเขายังคิดใฝ่หามาครอบครอง หากวันนี้ ยามเมียงมองมันให้รู้สึกชิงชังอยู่ฝังลึก กี่ชีวิตแล้วที่สังเวยให้คมเขี้ยวสีเงิน ทหารชายแดนแคว้นเตี้ยน? ยุวชนชาวเมืองเถิงชง? พ่อค้าจีนโพ้นทะเลชาวเมืองเหอซุ่น? ชีวิตเจ้าของดาบผู้คว้านท้องตัวเองคราปราชัย? หรือแม้แต่นายช่างผู้ชุบชีวิตดาบขึ้นมาพร้อมกับสูดควันพิษโลหะจนปอดพัง?
ในช่วงขณะตรึกตรอง ประหนึ่งสิ้นเสียงของเหตุผลใดๆ คล้ายความอึดอัดภายนอก และอัดอั้นภายในกำลังบีบรัดเหตุผลของนักเดินทางให้สิ้นลมหายใจไปอย่างทรมาน
ในความแน่นิ่ง ผู้ประสานงานสาวผ่านมาห้องจัดแสดง หล่อนคงเห็นนักเดินทางแน่นิ่งราวถูกสิงสู่ด้วยวัตถุต้องสาปจากสงครามกระมัง
“ปู่ของฉันร่วมขบวนการต่อต้านญี่ปุ่น ท่านกลายเป็นวีรชน แต่ไม่เคยกลับบ้านอีกเลย”
คำบอกเล่าของหญิงสาวปลุกนักเดินทางจากภวังค์ หล่อนเล่าโศกนาฏ กรรมในครอบครัวด้วยรอยยิ้มที่แทบดูไม่ออกว่าเป็นความปลงใจหรือเย้ยหยันสิ่งใด
“ปู่ของผมเกือบกลายเป็นวีรชน ท่านซุ่มดูพวกญี่ปุ่นยกพลที่ภาคใต้ แต่สุดท้ายศัตรูกลับกลายเป็นมิตร ไทยเข้าร่วมฝ่ายอักษะในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา”
ประโยคนั้นมาพร้อมแย้มยิ้มครั้งแรกของนักเดินทางเช่นกัน
เรายังพูดคุยกันอีกหลายประโยค เขาถามหล่อนถึงการอยู่รอดของเมืองงดงามแห่งนี้ระหว่างสงครามทั้งที่มันคือศูนย์กลางการต่อสู้ผู้รุกราน และเขาเล่าให้หล่อนฟังถึงเสรีไทยบางคนที่มาพร้อมกับกองบินอเมริกันถึงแผ่นดินจีน แต่กลับถูกกักตัวหรือสังหารด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นฝ่ายศัตรูจากไทยแทรกซึมเข้ามา
วีรชนเสรีไทยถูกลืมหายในความเงียบของประวัติศาสตร์ ขณะที่ดาบซามูไรยุคสงครามกลายเป็นของวัตถุล้ำค่าในบ้านเกิดพวกเขา
หลายคำสนทนาผ่านไปนานปี เราทุกผู้อาจสรุปบางประโยคกับตัวเองเพียงแค่ว่า สงครามเท่ากับความขบขันที่แดกดันด้วยเลือดเนื้อโดยแท้ ไม่ว่าฝ่ายแพ้หรือชนะ ผู้เฝ้ามองอยู่ตรงกลางก็ไม่อาจรอดพ้นเรื่องตลกโสมมนี้
ด้วยเหตุนี้กระมัง ปราชญ์เหลาจื่อ จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์ต้าวเต๋าจิงว่า “อันศาสตราวุธนั้นนับเป็นสิ่งไม่ดี ผู้คนต่างรังเกียจ ... พวกนิยมชมชอบการฆ่าไม่อาจเป็นประมุขของโลก ถือกันว่าสวัสดิมงคลนั้นอยู่ทางซ้าย ส่วนอัปมงคลนั้นอยู่ทางขวา ... จึงกล่าวว่า การรบคือพิธีศพ การเข่นฆ่าผู้คนมากมายย่อมนำมาซึ่งความรันทดอาดูร และแม้จะเป็นฝ่ายชนะ ก็ยังต้องประกอบพิธีศพอยู่นั่นเอง” (สำนวนแปลของ ทองแถม นาถจำนง)
ฝนราเม็ดแล้ว ต้นดอกชาอันลือชื่อของอวิ๋นหนานที่ปลูกอยู่รายรอบพิพิธภัณฑ์ พากันสะเด็ดน้ำบนกลีบงาม คล้ายจะเรียกคืนชีวิตชีวาให้คืนกลับมาในสถานที่อัปมงคล
แต่ครั้นแลดูป้ายศิลาอนุสรณ์วีรชนสงครามชุ่มโชกหลังสายฝนโปรยปราย ยิ่งไม่ทราบว่าคล้ายคราบน้ำตา หรือวารีชำระล้างกันแน่
คงมีแต่ดอกชาขาวสะอางกระมังที่บริสุทธิ์ผุดผ่องแต่ลำพัง ในโลกแปดเปื้อนด้วยกายกรรมและมโนกรรมอยู่นิรันดร์







