
โล่ง กรีซตั้งรัฐบาลสำเร็จเตือนเอเชียเสี่ยงเจ็บหนัก หากอียูร่อแร่
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่มีความสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างยิ่ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นสัปดาห์ที่มีความสำคัญต่ออนาคตของเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นสัปดาห์ที่ทั่วโลกต่างจับตามองสถานการณ์ทางการเมืองของกรีซอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีการประชุมผู้นำจากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ (จี20) อีกด้วย
ในที่สุดพรรคประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) ซึ่งเป็นพรรคกลางขวาที่ให้การสนับสนุนมาตรการรัดเข็มขัดของกรีซ ก็สามารถคว้าชัยการเลือกตั้งทั่วไปรอบสองเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. และสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ได้สำเร็จ หลังพรรคกลางซ้ายปาซกและพรรคประชาธิปไตยซ้าย ซึ่งเป็นพรรคขนาดเล็กประกาศเข้าร่วมรัฐบาล ท่ามกลางความโล่งอกของนานาชาติที่วิตกว่า หากกรีซไม่สามารถบรรลุจัดตั้งรัฐบาลผสมได้สำเร็จดังเช่นการเลือกตั้งรอบแรก อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของกรีซในยูโรโซนได้
ภารกิจสำคัญของรัฐบาลกรีซชุดใหม่หลังจากนี้ คือ การเดินหน้าหารือกับนานาชาติเพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขเงินกู้ที่บังคับให้กรีซต้องเผชิญแผนรัดเข็มขัดอันเข้มงวดเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ ซึ่งจะมีผลต่อกระบวนการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ หลังต้องเผชิญกับภาวะถดถอยเป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน ทว่าหลายชาติยุโรป เช่น เยอรมนี ยังคงคัดค้านอย่างหนัก เนื่องจากกังวลว่าอาจส่งผลให้กรีซไม่สามารถตัดลดยอดหนี้สาธารณะและปฏิรูปการเงินให้มีศักยภาพการแข่งขันมากขึ้นตามเป้าที่ตั้งไว้ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรีซจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ได้สำเร็จ แต่ทว่าปัญหาทางการเงินยังไม่จบ โดย เอ็มเอสซีไอ อิงก์ ซึ่งเป็นบริษัทจัดทำดัชนีตลาดหุ้นและเป็นดัชนีอ้างอิงการลงทุนของหุ้นทั่วโลก เปิดเผยว่า กำลังทบทวนสถานะของตลาดหุ้นกรีซ หลังวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ตลาดหุ้นกรุงเอเธนส์ร่วงหนักจนไม่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานของตลาดพัฒนาแล้วอีกต่อไป โดยการหั่นอันดับครั้งนี้จะส่งผลให้กรีซกลายเป็นชาติพัฒนาแล้วรายแรกของยุโรปที่ถูกปรับลดสถานะลงสู่กลุ่มตลาดกำลังพัฒนาทีเดียว
ขณะเดียวกันระหว่างการประชุม จี20 ที่เมืองลอสคาบอส ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 18-19 มิ.ย.ที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 37 ประเทศ ซึ่งหมายรวมถึงไทย ได้เสนอจำนวนเงินสมทบมากถึง 9.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.85 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้สามารถระดมทุนได้ทะลุเป้าที่ 4.56 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 13.68 ล้านล้านบาท) โดยญี่ปุ่นเป็นผู้อัดฉีดเงินรายใหญ่สุด รองลงมาคือ จีน ตามด้วยประเทศกลุ่มบริกส์ ขณะที่ไทยเสนออัดฉีดเงินจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวมีขึ้นพร้อมเงื่อนไขสำคัญที่ว่า ไอเอ็มเอฟต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ ปิดทางให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีบทบาทในไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเก้าอี้ผู้นำตกเป็นของชาติยุโรปและสหรัฐมาตลอด โดยบริกส์ยื่นคำขาดว่า จะจัดตั้งกองทุนต้านวิกฤตหนี้เอง หากบทบาทในไอเอ็มเอฟยังไม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังย้ำชัดว่า กองทุนดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อป้องกันเศรษฐกิจโลก ไม่ได้เพื่อช่วยเหลือภูมิภาคยุโรป ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้เพียงอย่างเดียว โดยทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของไอเอ็มเอฟนั้นมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเช่นกัน
ที่ประชุมยังมีมติเห็นพ้องให้เลื่อนกำหนดเวลาการออกมาตรการกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ไปอีก 1 ปี จนถึงปลายปี 2557 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลก หลังกังวลว่าแต่ละประเทศดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจในแบบป้องกันตัวเองมากขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปและแนวโน้มความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในสหรัฐ
นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องให้สหภาพยุโรปมีการรวมกลุ่มทางการเงินมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายรวมถึงการตั้งเป้ารวมระบบภาคการธนาคาร ปรับโครงสร้างหนี้โครงสร้างทุนใหม่และการคุ้มครองเงินฝาก เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินของยูโรโซนให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นอีกด้วย
ขณะเดียวกันมีรายงานเตือนว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียบางประเทศมีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบหนักหากเศรษฐกิจยุโรปล่มสลาย เนื่องจากยังคงเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก สำหรับไทยนั้น แม้ว่ามีสัดส่วนการส่งออกไปยุโรปถึง 6.9% ทว่าไทยยังมีจุดแข็งด้านความพยายามเพิ่มการบริโภคในประเทศจากนโยบายขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้ยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 49% ของจีดีพี มีหนี้สาธารณะ 42% ของจีดีพี และมีการพึ่งพาเงินทุนจากยุโรปที่ต่ำเพียง 6.5%
ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาเงินทุนและการลงทุนภายนอกจากยุโรป ก็จะได้รับผลกระทบหนักไม่แพ้กัน โดยไอเอ็มเอฟได้ประเมินระหว่างวิกฤตการณ์การเงินเมื่อปี 2551 ว่า ทุกๆ 1% ที่มีการดึงเงินกู้ออกไปจากธนาคารต่างชาติ จะส่งผลให้ธนาคารในประเทศปล่อยกู้ลดลงตาม 0.6%
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศไม่ดำเนินมาตรการผ่อนปรนทางการเงิน (คิวอี 3) แต่เลือกที่จะต่ออายุมาตรการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำไปซื้อพันธบัตรระยะยาว (โอเปอเรชันทวิสต์) ในวงเงิน 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.4 ล้านล้านบาท) แทน โดยขยายอายุไปจนถึงสิ้นปี 2555 จากเดิมที่มาตรการดังกล่าวจะหมดอายุลงในเดือน มิ.ย.นี้ พร้อมลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2555 นี้ ลงมาอยู่ที่ระหว่าง 1.92.4% จากคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาว่า จะขยายตัวได้ราว 2.42.9% โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าเฟดอาจต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แรงขึ้น หรือประกาศใช้คิวอี 3 ในอนาคต







