
อิสตรีกับความงาม
ถ้าพูดถึงเรื่องความสวยความงาม คงต้องนึกถึงเวทีประกวดที่ละลานตาไปด้วยสาวงามรูปร่างดีกำลังโปรยยิ้มสะกดใจผู้ชมจนเลือกไม่ถูกว่าจะมองสาวงามคนไหนก่อนดี เราจะสังเกตเห็นว่านางงามหลากหลายเวทีประกวดของจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะการจัดการประกวดในแต่ละครั้งย่อมหมายถึงผลประโยชน์ก้อนมหึมาที่ผู้จัดหรือแม้กระทั่งนางงามได้รับอานิสงส์กันอย่างทั่วถึง
ถ้าพูดถึงเรื่องความสวยความงาม คงต้องนึกถึงเวทีประกวดที่ละลานตาไปด้วยสาวงามรูปร่างดีกำลังโปรยยิ้มสะกดใจผู้ชมจนเลือกไม่ถูกว่าจะมองสาวงามคนไหนก่อนดี เราจะสังเกตเห็นว่านางงามหลากหลายเวทีประกวดของจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา เพราะการจัดการประกวดในแต่ละครั้งย่อมหมายถึงผลประโยชน์ก้อนมหึมาที่ผู้จัดหรือแม้กระทั่งนางงามได้รับอานิสงส์กันอย่างทั่วถึง
เมื่อเทียบมาตรฐานความงามของสาวจีนในยุคโบราณกับสาวจีนยุคไฮเทคแล้ว ยังมีมุมมองที่แตกต่างกันไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปพอควร
อันที่จริงชาวจีนได้ให้นิยามคำว่า “งาม” ในทฤษฎีว่าด้วยความงามมาเป็นเวลานานแล้ว ที่สำคัญการประชันโฉมของเหล่าอิสตรีก็สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองความงามของชาวจีนโบราณได้เป็นอย่างดี อาจกล่าวได้ว่าการคัดเลือกนางสนมเข้ารับใช้ในวังถือเป็นรูปแบบการประชันความงามในระบบสังคมศักดินาที่กินเวลายาวนานกว่าสองพันปี ในส่วนของสามัญชนนั้น คงต้องยกให้กับการคัดเลือกสาวงามในหอนางโลมที่เริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซ่งหรือราวพันกว่าปีที่ผ่านมา
เราลองไปดูมาตรฐานความงามของสาวจีนในยุคสังคมศักดินาที่อำนาจสิทธิขาดในการบริหารบ้านเมืองอยู่ในกำมือของเพศชายกันว่าตั้งอยู่บนเกณฑ์อะไรกันบ้าง
ในสายตาของหนุ่มจีนยุคโบราณแล้ว จุดดึงดูดความสนใจบนเรือนร่างของอิสตรี ไม่ได้เป็นใบหน้ารูปไข่หรือทรวดทรงองค์เอวที่มีส่วนเว้าส่วนนูนอย่างที่หนุ่มๆ ยุคใหม่ให้ความสำคัญกัน แต่กลับเป็นอวัยวะที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือ “เท้า” ยิ่งเป็นเท้าเล็กๆ กะทัดรัด ถือว่างามต้องตาต้องใจจนกลายเป็นที่หมายปองของบรรดาหนุ่มๆ กันเลยทีเดียว ถึงกับมีการประชันความงามด้วยการตัดสินจากความงามของเท้าเป็นหลักดังปรากฏให้เห็นในรัชศกเจิ้งเต๋อแห่งยุคราชวงศ์หมิง
ในวาระที่มีงานวัดหรืองานเฉลิมฉลองตามเทศกาลต่างๆ บรรดาสาวงามจะมารวมตัวกัน แล้วนั่งล้อมวงในลานกว้าง ไม่ก็นั่งอยู่บนรถ สวมหมวกปกปิดใบหน้าไว้ แล้วเผยเท้าออกมาให้เห็น แต่ก็ไม่ได้เป็นเท้าเปลือย เพราะมีถุงเท้าและรองเท้าห่อหุ้มไว้
หลังจากที่ชายหนุ่มในฐานะกรรมการตัดสินได้ถกเถียงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะเลือกสาวงามที่มีเท้าสวยสามอันดับแรกให้ได้รับตำแหน่งไปครอง เพียงชั่วข้ามคืน พวกเธอก็จะมีชื่อเสียงกลายเป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนทั่วไป หากเป็นสาวงามที่ยังไม่ได้ออกเรือน หลังจากที่ได้รับตำแหน่งก็จะมีค่าตัวสูงขึ้นเป็นเท่าตัว มีโอกาสได้แต่งงานกับหนุ่มในตระกูลมีอันจะกิน
แน่นอนว่า ความงามของเท้าเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่คำตอบของการได้มาซึ่งตำแหน่งสาวงาม เพราะมีการพิจารณาจากความงามในส่วนอื่นๆ ประกอบกัน เช่น สีผมที่ดำขลับ ถ้าจะให้ดีต้องยาวสลวย ดวงตากลมโตที่มีแววตาสดใส ริมฝีปากสีแดงเรื่อที่ตัดกับฟันสีขาวที่เรียงตัวเป็นระเบียบ นิ้วมือและแขนขาวนวลที่เรียวยาวและเกลี้ยงเกลา ถ้าจะเปรียบกับความงามในสมัยนี้ก็คงเป็นเรียวขาที่สวยงาม ซึ่งเป็นมุมมองที่ต่างจากเรียวแขนที่สวยงามของสาวจีนยุคโบราณนั่นเอง ความสะโอดสะองของทรวดทรงองค์เอวยังคงเป็นมาตรฐานความงามที่เป็นของคู่สาวงามทุกยุคทุกสมัย เพราะท่าทางการเคลื่อนไหวที่อ่อนช้อยถือเป็นความงามที่ชวนหลงใหล รวมไปถึงผิวที่ขาวผ่องเป็นยองใย ย่อมเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความงามได้เป็นอย่างดีเช่นกัน
ที่สำคัญ กลิ่นกายที่หอมติดตัวโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องหอมใดๆ ย่อมเป็นสุดยอดความงามที่ใครเห็นใครก็รัก เราจะหาสาวงามที่มีกลิ่นกายหอมหวนเช่นนี้ได้ไม่ง่ายนัก สาวงามเหล่านี้โดยมากมักเป็นความงามที่สัมผัสได้ด้วยตา แต่เป็นของล้ำค่าที่ไกลเกินเอื้อมมือ ด้วยความที่เป็นสมบัติข้างกายของบรรดาผู้มีอำนาจในบ้านเมือง
ส่วนการประชันความงามของสาวจีนยุคหลังสถาปนาประเทศนั้นเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1985 ผู้เข้าประกวดจะต้องผ่านด่านแรกด้วยการสัมภาษณ์ วัดส่วนสูง รวมไปถึงวัดขนาดของรอบอก เอว และสะโพก ที่น่าสนใจก็คือ มีการวัดระดับความรู้ทั่วไปด้วยข้อสอบอัตนัยอีกด้วย จำนวนผู้เข้าประกวดทั้งหญิงและชายมีมากกว่า 550 คน แบ่งการสอบข้อเขียนออกเป็น 13 ห้องโดยให้ตอบคำถามด้านการเมือง วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา คณิตศาสตร์ รวม 15 แขนง เกณฑ์การตัดสินให้น้ำหนักไปที่บุคลิก ความสง่างาม ความสามารถในการแสดงออกเป็นหลัก ขณะที่ความงามคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น คำถามแพตเทิร์นที่ผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ารอบจะได้รับคือ ทำไมถึงเข้าประกวด? เรียกได้ว่าคณะกรรมการตัดสินคงต้องฟังคำตอบจนหูชากันไปข้าง
ยุคนั้นประเทศจีนยังไม่ได้เปิดประเทศและมีกลิ่นอายของความเป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว การประกวดความงามย่อมตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในแวดวงต่างๆ ด้วยเหตุที่เป็นรูปแบบกิจกรรมซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศในระบบทุนนิยมที่เปิดเสรีทางความคิดและการแต่งกาย แต่ด้วยความที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อนานาประเภทนี้เอง ทำให้การประกวดในครั้งนั้นเป็นที่โจษจันและกล่าวขานกันในวงกว้าง ถือเป็นการบุกเบิกการประกวดนางงามจีนในยุคปัจจุบันนั่นเอง
การสวมใส่ชุดบิกินีที่เห็นสัดส่วนเรือนร่างอย่างเปิดเผยของบรรดานางงามจีนช่วงยุคต้นทศวรรษ 90 ย่อมหนีไม่พ้นการถูกมองอย่างเย้ยหยันและเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานา แต่เมื่ออิทธิพลตะวันตกที่เข้ามีบทบาทในสังคมจีนอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ย่อมส่งผลให้สังคมจีนยอมรับการสวมใส่ชุดดังกล่าวในเวทีประกวดมากขึ้น และมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ชาติไหนๆ ก็ปฏิบัติกัน เพราะเป้าหมายของวงการประกวดนางงามของชาวจีน คือ การได้รับตำแหน่งสาวงามระดับโลกอย่าง Miss World หรือ Miss Universe หรือถ้าจะเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็เปรียบเหมือนเหรียญทองโอลิมปิกหรือรางวัลโนเบล ซึ่งหมายถึงศักดิ์ศรีและหน้าตาของประเทศ
แม้ว่าบรรดาสาวงามที่ครองตำแหน่งจะไม่ได้รับตำแหน่งในเวทีโลก แต่การเข้าประกวดก็คือเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จในชีวิต ดังเห็นได้จากนักแสดงจำนวนมากที่สมหวังและพลาดหวังจากเวทีประกวดมิสฮ่องกง สามารถพลิกชีวิตจากเด็กสาวธรรมดามาเป็นผู้ที่มีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ได้รับทั้งรางวัลด้านการแสดง เป็นเจ้าของรถยนต์คันหรู คฤหาสน์หลังงาม เดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น มิหนำซ้ำยังได้โอกาสในการหาเงินก้อนโตตลอดช่วงชีวิตที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิง หากเอ่ยชื่อนักแสดงที่ผ่านเวทีประกวดและเป็นที่รู้จักกันในระดับสากลอย่าง จางมั่นอวี้ ลี่จื้อ หลินชิงเสีย หลี่เจียซิน เป็นต้น น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักสาวงามเหล่านี้ รางวัลล้ำค่าในชีวิตที่ได้จากการประกวด คือ การเป็นศรีภรรยาของนักธุรกิจระดับเศรษฐีหรือไม่ก็ผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ จึงไม่แปลกที่เวทีประกวดจะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จในชีวิตของบรรดาสาวๆ ที่กำลังมองหาโอกาสให้ตนเอง
ความงามจึงเปรียบเหมือนกุญแจดอกสำคัญที่สามารถนำพาชีวิตไปสู่สิ่งที่มุ่งหวัง และจะดียิ่งไปกว่านั้นหากอิสตรีผู้นั้นงามทั้งภายนอกและภายใน!







