posttoday
"โรฮิงยา" ชาติพันธุ์ถูกสาปผู้ไร้มาตุภูมิ

"โรฮิงยา" ชาติพันธุ์ถูกสาปผู้ไร้มาตุภูมิ

17 มิถุนายน 2555

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทำให้ประชาคมโลกต้องหันมาจับตามองความเคลื่อนไหวในพม่ากันอย่างใกล้ชิดกันอีกครั้ง สำหรับความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ระหว่างพุทธศาสนิกชนชาวพม่าซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกับชาวโรฮิงยาซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม หรือมุสลิมโรฮิงยา ในพื้นที่รัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกของพม่า ใกล้กับชายแดนประเทศบังกลาเทศ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

และเป็นชนวนขัดแย้งที่รุนแรงหนักจนทำให้มีผู้สังเวยชีวิตราว 29 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ขณะที่อาคารบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการถูกไฟผลาญ หรือรื้อทำลายอีกกว่า 1,500 หลังคาเรือน

เป็นการจับตามองด้วยความหวั่นใจว่าความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศที่ได้รับกระแสชื่นชมมาอย่างต่อเนื่องจะชะงักงัน

เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุความวุ่นวายครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่พม่าเริ่มดำเนินแผนปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจเมื่อปลายปี 2553 โดยแม้แต่ประธานาธิบดี เต็งเส่ง ยังยอมรับว่าเหตุความวุ่นวายดังกล่าวเสี่ยงต่อการทำให้แผนพัฒนาและปฏิรูปในประเทศต้องสะดุดลงได้ และไม่รอช้าที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ในช่วงกลางดึกของวันที่ 10 มิ.ย. ภายหลังจากเกิดความขัดแย้งได้เพียงไม่นานนัก พร้อมส่งทหารเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อไม่ให้ลุกลามบานปลาย

ทั้งนี้ แม้เหตุดังกล่าวจะมีจุดเริ่มต้นจากข่าวลือที่แพร่สะพัดเมื่อเดือนที่แล้วว่า ผู้ก่อเหตุข่มขืนและฆ่าหญิงสาววัย 27 ปี ชาวพุทธ เป็นฝีมือของชายชาวมุสลิม กลายเป็นการกระพือกระแสความชิงชัง จนที่สุดก็นำไปสู่การลงมือก่อการชำระแค้นของกลุ่มชาวพุทธในพม่ากลุ่มหนึ่ง ที่รวมพลระดมประชาทัณฑ์ชาวโรฮิงยากว่า 10 คน จนเสียชีวิต ในขณะที่โดยสารรถสาธารณะภายในเมือง

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันต่อมา ก็เกิดการตอบโต้และล้างแค้นกันไปมาของชาวพุทธพม่าและชาวพม่าโรฮิงยา จนนำไปสู่เหตุจลาจลตามมาในวันที่ 9 มิ.ย. ในที่สุด

หากมองผิวเผิน ต้นตอความขัดแย้งครั้งนี้น่าจะมาจากเหตุโศกนาฏกรรมน่าเศร้า แต่ทว่าเมื่อมองลึกไปถึงมูลเหตุที่แท้จริง ต้องยอมรับว่าแท้จริงแล้วมาจากความเกลียดชังที่มีต่อกันระหว่างกลุ่มคน 2 เชื้อชาติ ซึ่งฝังรากลึกติดแน่นภายในจิตใจมาอย่างเนิ่นนานจนยากที่จะลบเลือนออกไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนคติของชาวพม่าส่วนใหญ่ที่เชื่อมั่นว่า ชาวโรฮิงยาเป็นแค่เพียงคนต่างด้าวจากบังกลาเทศที่หลบหนีเข้ามาอาศัยประเทศพม่าอยู่เท่านั้น

เป็นความรู้สึกดูแคลนและไม่ยอมรับอย่างรุนแรง จนทำให้ชาวโรฮิงยาเองก็อดรู้สึกกังขาไม่ได้ว่า เหตุใดจึงถูกรังเกียจเหยียดหยามจากคนร่วมชาติมากถึงเพียงนี้

"โรฮิงยา" ชาติพันธุ์ถูกสาปผู้ไร้มาตุภูมิ

 

แถมที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม้แต่รัฐบาลของพม่าเองก็ยังไม่ยอมรับรองสถานะความเป็นพลเมืองพม่า หรือกระทั่งสิทธิการรับรองให้เป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยพม่าราว 135 ชาติพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงพื้นที่ในรัฐยะไข่นี้เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของชาวโรฮิงยามาหลายชั่วอายุคน

ขณะที่บางข้อมูลระบุว่า คนกลุ่มดังกล่าวอพยพจากตะวันออกกลางและมาอยู่ในพม่าตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 7

แรงกดดันกับกระแสชิงชังและความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีอย่างยาวนาน จึงกลายเป็นความขุ่นข้องหมองใจ และเป็นดังเชื้อไฟที่รอวันปะทุออกมาตลอดหลายสิบปี โดยบังเอิญว่าชนวนเหตุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตรงกับในช่วงจังหวะเวลาที่พม่ากำลังดำเนินนโยบายผ่อนคลายการปกครองที่เข้มงวดจากรัฐบาลทหารในอดีต มาเป็นรัฐบาลพลเรือนในปัจจุบัน

ไซแลด นักเขียนและนักวิเคราะห์ด้านพม่าศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยไซมอนฟาเซอร์ ประเทศแคนาดา กล่าวว่า เหตุนองเลือดทางเชื้อชาติครั้งนี้ได้กระพือให้ความรู้สึกเกลียดชังชาวโรฮิงยาของประชาชนพม่าแผ่ขยายและแสดงออกอย่างเปิดกว้างมากขึ้นในสังคม

“เราได้ยินนักวิชาการ นักข่าว นักเขียน ดาราคนดัง แม้กระทั่งนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ต่างออกมาแสดงความรู้สึกต่อต้านชาวโรฮิงยาอย่างเปิดเผย” ไซแลด กล่าว พร้อมหยิบยกตัวอย่างข้อความของนักแสดงชาวพม่าคนหนึ่ง ซึ่งแสดงในเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างเฟซบุ๊คกว่า

“ฉันเกลียดมัน 100%”

แต่ที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือ การที่มีผู้ออกมาเห็นด้วยและชื่นชมพร้อมกดไลค์มากถึง 250 คน

คำกล่าวของ ไซแลด สอดคล้องกับข้อมูลของ เด็บบี สตอตฮาร์ต แห่งองค์กรประชาสังคมที่ทำงานด้านเครือข่ายอาเซียนในพม่า กล่าวว่า ผู้คนในพม่าจำนวนไม่น้อยต่างมีความรู้สึกเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หากจะมีการกำจัดชาวโรฮิงยาให้สิ้นซากไปจากแผ่นดิน พร้อมระบุว่าข้อมูลส่วนหนึ่งได้มาจากการสังเกตข้อความในโลกออนไลน์ที่แสดงความเห็นออกมาอย่างเผ็ดร้อนในช่วงที่เกิดความวุ่นวายที่ผ่านมา

ที่แรงกว่านั้นคือ ในมุมมองของชาวพม่าจำนวนไม่น้อยมองว่าชาวโรฮิงยาเปรียบเสมือนดั่งไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นภูตผีปีศาจ เป็นสัตว์เดียรัจฉาน และเลยเถิดไปจนถึงการถูกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย

ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ได้รับการดูถูกและหยามเหยียดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่ผ่านมาการอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินพม่าของชาวโรฮิงยา ซึ่งส่วนมากอยู่ในพื้นที่รัฐยะไข่ ก็ถูกทางการใช้มาตรการบีบคั้นและกดดันอย่างมาก เห็นได้จากข้อมูลที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ระบุตรงกันว่า ชาวโรฮิงยาซึ่งมีอยู่ทั่วทั้งประเทศถึง 8 แสนคน มักได้รับการปฏิบัติอย่างเลวร้ายอยู่เสมอ เช่น การถูกบังคับมาเป็นแรงงานในกองทัพ

นอกจากนี้ หากชาวโรฮิงยาต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่เขตหมู่บ้านที่อาศัย หรือต้องการจะสมรส ก็จะต้องได้รับการอนุญาตจากทางการเสียก่อน ไม่เพียงเท่านั้น ทางการยังบังคับไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้มีบุตรเกินกว่า 2 คน เนื่องจากกังวลว่าจำนวนชาวโรฮิงยาจะขยายจำนวนประชากรเพิ่ม

ผลดังกล่าวทำให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ชาวโรฮิงยาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกรังแกและถูกกดขี่มากที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก ซึ่งปัจจุบันมีชาวโรฮิงยาทั่วโลกอยู่ทั้งสิ้นราว 1 ล้านคน ซึ่งแบ่งออกเป็นที่อยู่ในพม่า 8 แสนคน ในบังกลาเทศอีก 2.5 แสนคน ส่วนที่เหลือกระจัดกระจายตามพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของโลก แต่มักจะเป็นตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะได้รับความชิงชังสม่ำเสมอจากคนในประเทศ จนเลยเถิดถึงขั้นที่รัฐบาลพม่าไม่ให้การรับรองเป็นบุคคลตามกฎหมายแล้ว แม้แต่บังกลาเทศเองซึ่งถูกกล่าวหาจากพม่าว่าเป็นแหล่งบ้านเกิดและถิ่นฐานเดิมของชาวโรฮิงยา ก็ไม่ให้การรับรองเป็นพลเมืองตามกฎหมายของประเทศเช่นเดียวกัน

"โรฮิงยา" ชาติพันธุ์ถูกสาปผู้ไร้มาตุภูมิ

 

และที่แย่กว่านั้นคือ แม้กระทั่งเปิดรับให้ลี้ภัยเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์เร่งด่วน ก็ยังไม่ยอมเปิดรับ

ทั้งนี้ แม้ว่าตามข้อเท็จจริงชาวโรฮิงยาจะมีรูปร่างหน้าตา ภาษาและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับชาวบังกลาเทศตอนใต้ แต่สาเหตุที่คาดว่าทำให้รัฐบาลบังกลาเทศต้องปฏิเสธให้การรับรองคนเหล่านี้ เป็นเพราะไม่ต้องการแบกรับภาระเพิ่มเติม เนื่องจากลำพังแค่จำนวนประชากรภายในประเทศก็มีมากพออยู่แล้ว ฉะนั้นการรับชาวโรฮิงยาเข้ามาเป็นพลเมืองเพิ่ม ก็จะทำให้อัตราการแข่งขันแย่งชิงกันเพื่อหางานทำและทรัพยากรที่มีอยู่น้อยจะเกิดความลำบากมากยิ่งขึ้น

สิ่งดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนจากเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มโรฮิงยาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรีอพยพหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ราว 500 คน เพื่อไปขอลี้ภัยในบังกลาเทศ โดยอาศัยเรือไม้เก่าๆ ลอยไปตามทะเล แต่ทว่าต้องถูกยามชายฝั่งและเจ้าหน้าที่บังกลาเทศขับไล่ออกไปอย่างไม่ไยดี

จนทำให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ต้องออกมาร้องขอให้รัฐบาลบังกลาเทศให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกับกลุ่มคนเหล่านี้ แต่ทางการบังกลาเทศตอบโต้ว่ารัฐบาลไม่มีกำลังและทรัพยากรมากพอที่จะดูแลกลุ่มคนเหล่านี้ได้ อีกทั้งที่ผ่านมาก็เคยให้ความช่วยเหลือไปมากแล้ว

คริส ลีวา ผู้ดำเนินองค์การพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ทำการช่วยเหลือชาวโรฮิงยา หรือเรียกว่า อาระกันโปรเจกต์ ระบุว่า เป็นเรื่องที่น่าเลวร้ายมากสำหรับการเป็นคนไร้รัฐอย่างที่ชาวโรฮิงยาประสบอยู่ เพราะเมื่ออยู่ในพม่าชาวโรฮิงยาก็ถูกมองว่าเป็นคนหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย ฉะนั้นควรกลับไปอยู่ดินแดนดั้งเดิมในบังกลาเทศ ทว่าเมื่อไปอยู่ในบังกลาเทศก็ถูกมองว่าเป็นชาวพม่าและควรกลับไปอยู่ในพม่า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าล่าสุดเหตุความวุ่นวายรุนแรงในรัฐยะไข่จะสงบลงแล้ว หลังจากที่ทางการพม่าประกาศเป็นพื้นที่ภาวะฉุกเฉินและส่งทหารเข้าคุมพื้นที่ แต่ในความรู้สึกของชาวโรฮิงยากลับยังรู้สึกหวาดผวา และยังไม่เกิดความรู้สึกว่าจะสามารถอาศัยอยู่ได้อย่างปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย

ทั้งนี้ ฟิล โรเบิร์ตสัน เจ้าหน้าที่จากองค์การสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ(ฮิวแมนไรต์วอตช์) ของสหรัฐ ระบุว่า ความหวาดหวั่นของชาวโรฮิงยาเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เนื่องจากต้องอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คนที่มองด้วยสายตาชิงชัง และแสดงออกอย่างชัดเจนว่าโรฮิงยาเป็นศัตรูคู่อริตัวฉกาจ

“และกระแสดังกล่าวทำให้เกิดความท้อแท้ต่อชะตาชีวิตอย่างแพร่หลาย” โรเบิร์ตสัน ระบุ

แน่นอนว่า มนุษย์ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ล้วนมีคุณค่าต่อการดำรงอยู่ และสมควรได้รับการเคารพในฐานะสมาชิกของสังคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรี แต่สำหรับชาวโรฮิงยาความคาดหวังดังกล่าวยังคงดูเลือนรางและห่างไกล

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน