
อาเซียนคงดอกฯรับวิกฤตอียู
นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางของชาติอาเซียนไม่หั่นดอกเบี้ยท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรป เชื่อดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทน
นักเศรษฐศาสตร์คาดธนาคารกลางของชาติอาเซียนไม่หั่นดอกเบี้ยท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรป เชื่อดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทน
นักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางของบรรดาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบาย ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ รวมทั้งคาดว่าแต่ละประเทศจะผลักดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแทน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากวิกฤตหนี้ยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ผลการสำรวจความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ของบลูมเบิร์ก พบว่า ส่วนใหญ่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม 3% ธนาคารกลางของอินโดนีเซียจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.75% และธนาคารกลางของฟิลิปปินส์ที่ 4%
“แม้หลายฝ่ายต้องการหั่นดอกเบี้ย แต่การปรับลดที่มากและเร็วเกินไปก็อาจบ่งชี้ว่านโยบายการเงินของประเทศนั้นหลวมเกิน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อยังคงมีอยู่” เฟดเดอริก นิวแมนน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจของเอชเอสบีซี โฮลดิงส์ ในฮ่องกง กล่าว โดยย้ำว่า วิธีที่ดีที่สุดก็คือการผลักดันนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการเติบโต ซึ่งเป็นวิธีที่หลายชาติในอาเซียนกำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งยอดการใช้จ่ายของภาครัฐในปีนี้ทำสถิติสูงสุดนั้น รัฐบาลประธานาธิบดีเบนิโญ อาคิโน ได้เปิดประมูลโครงการสร้างทางรถไฟมูลค่ากว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท)
ด้านรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมาได้ปรับขึ้นเงินเดือนและเงินบําเหน็จบํานาญของข้าราชการ พร้อมทั้งยกเลิกค่าธรรมเนียมด้านการศึกษาต่างๆ และให้เงินช่วยเหลือคนจน ก็ได้ประกาศโครงการลงทุนมูลค่าสูงถึง 2.05 หมื่นล้านริงกิต (ราว 2,050 ล้านบาท)
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียมีศักยภาพในการป้องกันตัวเองจากวิกฤตหนี้ในปัจจุบันได้ดีกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 เนื่องจากสามารถลดการพึ่งพาอุปสงค์จากตลาดสหรัฐและยุโรปได้มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีที่แข็งแกร่งของไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ก็ได้ออกโรงเตือนว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคอย่างแน่นอน
“หากพิจารณาในแง่ของการค้า เอเชียได้รับผลกระทบน้อยลง หากเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งก่อน แต่ต้องไม่ลืมว่ายุโรปคือแหล่งเงินทุนที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นการลงทุนในภูมิภาคก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นกัน หากยุโรปปล่อยกู้น้อยลง” นิวแมนน์ กล่าว
ด้านมูดี้ส์ อนาไลติคส์ เตือนว่า ภาคการผลิตของเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน หากกรีซออกจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มยูโรโซน เนื่องจากความต้องการสินค้าจากยุโรปจะซบเซาลง







