posttoday
กับดักระบบการศึกษา

กับดักระบบการศึกษา

10 มิถุนายน 2555

การศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถ

การศึกษาถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ความสามารถ

และเป็นเครื่องมือทำมาหากินในยามเติบใหญ่ แต่กว่าจะส่งเสียบุตรหลานให้ร่ำเรียนจนจบหลักสูตร ก็ทำเอาบรรดาผู้ปกครองชาวจีนหืดขึ้นคอไปตามๆ กัน เพราะต่างต้องเร่งปั๊มเงินกันจ้าละหวั่นโดยเฉพาะในช่วงใกล้เปิดเทอมที่มีค่าใช้จ่ายจิปาถะชวนให้เงินไหลออกจากกระเป๋าเป็นว่าเล่น ในจำนวนนี้ ค่าหนังสือประกอบการเรียนการสอนถือเป็นตัวดูดเงินลำดับต้นๆ ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และกลายเป็นประเด็นร้อนในทุกช่วงเปิดเทอมที่มักเกิดคำถามขึ้นว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดกับการซื้อหนังสือประเภทดังกล่าว

ภาพเด็กนักเรียนรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่สะพายกระเป๋าที่หนักอึ้งเดินขวักไขว่มุ่งหน้าไปโรงเรียนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นภาคเรียนใหม่ หากลองไปเปิดกระเป๋าของเด็กๆ เหล่านี้ดูจะพบว่ามีหนังสือเต็มไปหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ที่น่าสังเกตก็คือหนังสือประกอบการเรียนการสอนถือว่ามีสัดส่วนมากกว่าหนังสือแบบเรียนเสียอีก ยิ่งถ้าพลิกเข้าไปดูรายละเอียดในหนังสือแต่ละเล่มจะพบความว่างเปล่ามากกว่าการขีดเขียนอักษรลงบนหนังสือนั่นเป็นเพราะเด็กๆ แทบจะไม่มีเวลาในการใส่ใจหนังสือเหล่านี้เลย ลำพังการบ้านที่อาจารย์มอบหมายในแต่ละวันก็ทำกันแทบไม่ทันอยู่แล้ว ทั้งยังมีหนังสือเสริมทักษะนานาชนิดเข้ามาอยู่ในวงจรชีวิตอีก แล้วจะหาเวลาที่ไหนไปศึกษาหนังสือประกอบการเรียนการสอนที่ผู้ปกครองอยากให้หยิบจับกัน

กับดักระบบการศึกษา

เราลองไปหาคำตอบพร้อมๆ กันว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องซื้อหนังสือเหล่านี้

ประมาณการว่าจำนวนนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศจีนมีไม่ต่ำกว่า 200 ล้านคน ตัวเลขที่ว่านี้ย่อมบ่งบอกถึงตลาดขนาดใหญ่ที่สร้างผลประโยชน์จำนวนมหาศาลให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เค้กก้อนใหญ่ในวงการศึกษาที่กำลังทำลายภาพลักษณ์ของแวดวงการเรียนการสอนก็คือ ผลกำไรจากการขายหนังสือประกอบการเรียนการสอนที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้แก่วงจรธุรกิจการพิมพ์ ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์ยาวเป็นหางว่าว นับตั้งแต่สำนักพิมพ์ ผู้เรียบเรียบ อาจารย์ผู้สอน ร้านขายหนังสือ

ปัจจุบันร้อยละ 90 ของสำนักพิมพ์ทั่วประเทศที่มีมากกว่า 600 แห่ง ผลิตหนังสือประกอบการเรียนการสอนออกจำหน่าย เพราะถือเป็นสินค้าทำกำไรเกรดเอ เราจึงพบเห็นหนังสือประเภทดังกล่าวตามชั้นวางหนังสือทั่วไป เรียกว่ามีให้เลือกซื้อกันจนละลานตา แน่นอนว่าปริมาณที่ล้นเหลือเช่นนี้ย่อมเป็นการปะปนกันระหว่างหนังสือที่มีคุณภาพและหนังสือด้อยคุณภาพ ดูเหมือนว่าประเภทหลังจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทุกขณะ พฤติกรรมการงมเข็มในมหาสมุทรเพื่อเสาะหาหนังสือประกอบการเรียนการสอนชั้นเลิศนั้น เข้าข่ายสำนวนที่ว่า “ตาดีได้ ตาร้ายเสีย” โอกาสที่จะสิ้นเปลืองเงินซื้อหนังสือด้อยคุณภาพจึงมีอยู่มากโข

จริงๆ แล้ว ปัญหาเรื่องการล้นทะลักของหนังสือประกอบการเรียนการสอนที่มีให้เลือกหลากหลายประเภทซึ่งวางขายกันอย่างแพร่หลายนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรสำหรับแวดวงการศึกษาจีน เพราะมีคำสั่งห้ามจากกระทรวงศึกษาธิการหลายครั้งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ส่อไปในทางคอร์รัปชันเกี่ยวกับการเรียบเรียงหนังสือประเภทดังกล่าวโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถึงคำสั่งและบทบัญญัติในการลงโทษจะมีความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ คดีเกี่ยวกับการ “ฮั้ว” กันบนผลประโยชน์จำนวนมหาศาลยังคงปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์มาโดยตลอด

ว่ากันตามหลักแล้ว การเลือกซื้อหนังสือประกอบการสอนควรจะเป็นความสมัครใจของผู้เรียน แต่ด้วยสภาพการเรียนการสอนที่อาจารย์มักนำแบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดในหนังสือประเภทดังกล่าวมาอธิบายสอดแทรกในคาบเรียน หากไม่ซื้อไว้ ก็ต้องขอยืมเพื่อนดู หลายครั้งเข้า ต่อให้สนิทสนมกันมากเพียงไร ก็ย่อมสร้างความอิดหนาระอาใจให้แก่เพื่อน ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวจะหมดไปเมื่อซื้อหนังสือตามที่เพื่อนๆ ในห้องใช้กัน

กับดักระบบการศึกษา

อาจารย์บางท่านใช้เทคนิคในการหลอกล่อให้นักเรียนซื้อหนังสือประกอบการเรียนการสอนที่ตัวเองมีเอี่ยว อย่างเช่น อาจทำเป็นตั้งคำถามให้นักเรียนไปหาคำตอบ พอเลิกเรียนเด็กๆ ก็จะมารุมถามว่านำมาจากหนังสือเล่มใดและก็แห่กันไปซื้อ ในครั้งถัดๆ ไป ก็จะตั้งคำถามในทำนองเดียวกัน เพื่อดึงดูดให้เด็กๆ ไปซื้อหนังสือเล่มใหม่ บางครั้งอาจารย์ก็จะบอกเป็นนัยให้ผู้ปกครองไปซื้อด้วยการส่งข้อความไปแจ้งชื่อหนังสือ สำนักพิมพ์ สถานที่ซื้อและเสนอตัวเป็นธุระในการจัดซื้อให้เด็กๆ ก็มี

ไม่น่าเชื่อว่า ผู้ปกครองกว่าร้อยละ 60 ของจีนจะมีความคิดที่ว่า “ยอมซื้อผิดเป็น 10 เล่ม แต่ไม่ยอมพลาดซื้อสักเล่มเดียว” ด้วยความที่เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน ผู้ปกครองเหล่านี้จึงเกรงว่าลูกหลานของตนจะสู้เพื่อนๆ ไม่ได้ แม้ต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ก็ตกอยู่ในภาวะจำยอม ช่างเป็นสังคมที่น่าเห็นใจจริงๆ นอกจากลูกหลานจะต้องแข่งกันเรียนแล้ว ผู้ปกครองยังต้องคอยเป็นทัพเสริมทั้งทางกายและทางใจ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

เป้าหมายสูงสุดที่ว่านี้ก็คือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียง เพราะนั่นย่อมหมายถึงหน้าที่การงานและหน้าตาทางสังคม ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองจึงยอมควักเงินจำนวนมากไปกับการศึกษาของบุตรหลาน การเสริมสร้างทักษะความรู้ผ่านแบบเรียนเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ดังนั้น หนังสือประกอบการเรียนการสอนจำพวกเก็งข้อสอบวิชาต่างๆ หรือติวเข้มก่อนสอบ จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทั้งๆ ที่บางเล่มก็มีเนื้อหาซ้ำกันไปซ้ำกันมา แต่ข้อดีของหนังสือเหล่านี้อยู่ที่มีแบบฝึกหัดให้เด็กนักเรียนได้ฝึกฝนการทำข้อสอบในปริมาณมาก บทบาทของหนังสือประเภทดังกล่าวจึงเป็นที่ยอมรับไปโดยปริยาย

ตัวเลขที่เชื่อถือได้ระบุไว้ว่า ในแต่ละปีมูลค่าการซื้อหนังสือประกอบการเรียนการสอนของเด็กประถมฯ และมัธยมฯ ของจีนมีมากถึง 6 หมื่นล้านหยวน กล่าวได้ว่าตลาดดังกล่าวมีผลประโยชน์ร่วม มีความไม่โปร่งใสและมีเงินสะพัดมากจนน่ากลัว ความล่อตาล่อใจของเม็ดเงินก้อนนี้ กลายเป็นบ่อเกิดของการเกิดคอร์รัปชันในแวดวงการศึกษาซึ่งเป็นจุดบอดที่เห็นเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ความจริงเกี่ยวกับหนังสือประกอบการเรียนการสอนด้อยคุณภาพที่มีอยู่ล้นตลาดในประเทศจีนยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ทุกฝ่ายยังมอง “เด็กนักเรียน” ว่าเป็นตัวทำเงิน พวกเขาจึงติดกับดักอยู่ในวงจรการผลิตสื่อการเรียนการสอนที่ไม่คำนึงถึงคุณภาพและผลกระทบต่อการเสริมสร้างสติปัญญาของเยาวชน ระบบการศึกษาที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์เช่นนี้ จึงไม่สามารถสร้างเด็กที่มีคุณภาพได้เท่าที่ควร ถือเป็นแผลฉกาจฉกรรจ์ของวงการการศึกษาจีนที่เรื้อรังมาหลายสิบปีแล้ว

ลองฉุกคิดสักนิดว่าอะไรที่สำคัญกว่า ระหว่าง “ผลประโยชน์” กับ “สติปัญญา” ของบุตรหลาน


 

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน