
ความท้าทายของอิตาเลียนไทยใน 'โครงการทวาย'
“ถ้าคุณสามารถหาลู่ทางลงทุนในพม่าได้ตอนนี้ คุณจะร่ำรวยอย่างมากใน 20-40 ปีข้างหน้า”จิม โรเจอร์ส นักลงทุนชั้นนำของสหรัฐ กล่าว
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
“ถ้าคุณสามารถหาลู่ทางลงทุนในพม่าได้ตอนนี้ คุณจะร่ำรวยอย่างมากใน 20-40 ปีข้างหน้า”จิม โรเจอร์ส นักลงทุนชั้นนำของสหรัฐ กล่าว
คำกล่าวของ โรเจอร์ส สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมครบวงจรทวาย 1.5 แสนไร่ในพม่า คงมีแต่เพียงพม่าเจ้าของประเทศ และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (อิตัลไทย) หรือITDผู้รับสัมปทานเท่านั้นที่เห็นลู่ทางในตอนนี้
แม้ว่านักลงทุนทั่วโลกจะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในโครงการนี้อย่างคับคั่ง โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่น ถึงขนาดองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และทูตญี่ปุ่นเดินทางไปเยี่ยมโครงการถึงที่ แต่ผลอย่างเป็นรูปธรรมกลับยังไม่ปรากฏ
“โยชิฮิโระ อารากิ”นักวิจัยเจโทร มองว่ากฎหมายพม่ายังคงเป็นอุปสรรคในการลงทุนของต่างชาติ เนื่องจากมีความคลุมเครือค่อนข้างมาก รัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลพม่าอยู่ระหว่างเจรจาที่จะทำสนธิสัญญาการลงทุนระหว่างสองประเทศ ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ก่อนการประชุมอาเซียนเดือน พ.ย. เพื่อช่วยเหลือบริษัทญี่ปุ่นที่จะเข้าไปลงทุนในพม่าในระหว่างที่พม่ากำลังปฏิรูปประเทศ
“เปรมชัย กรรณสูต”ประธานบริหารอิตัลไทย เคยยืนยันเมื่อเดือน ม.ค. 2555 ว่า ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจบิก) จะปล่อยกู้ให้ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีการยืนยันจากเจบิกแต่อย่างใด
พร้อมกันนั้นยังมีการต่อต้านจากชาวบ้านและนักวิชาการที่อยู่บริเวณถนนและโครงการ ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและที่ทำกิน ที่อาจทำให้เป็นความเสี่ยงต่อการเข้ามาร่วมทุนของนักลงทุนทั่วโลก พม่าถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมานาน ยุโรปเพิ่งเลิกคว่ำบาตรชั่วคราว 1 ปี หลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จ แต่สหรัฐเพียงแค่ผ่อนคลายให้บริษัทเอกชนสหรัฐเข้าลงทุนได้ แต่ยังคงมาตรการคว่ำบาตรพม่า
ล่าสุด“โกโก ฮเลง”ปรึกษาด้านการเมืองระดับสูงของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ของพม่า ได้ตั้งคำถามถึงความสามารถของITDในการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมบริเวณท่าเรือทวาย มูลค่า 8,600 ล้านเหรียญสหรัฐ และต้องการผู้ลงทุนที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ โครงการทวายจะเกิดได้หรือ และเมื่อไร
อิตัลไทยที่ทุ่มเทเวลาและเงินทองไปกับโครงการนี้นานถึง 15 ปี นับตั้งแต่สำรวจจนถึงเซ็นข้อตกลงรับสิทธิสัมปทาน 75 ปี เมื่อปี 2553 กำลังถูกสั่นคลอน อิตัลไทยจะสามารถฝ่าอุปสรรคการแทรกแซงทางการเมืองที่รุมเร้ารอบด้านได้หรือไม่
โครงการทวายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีกฎหมายรองรับที่ให้สิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าและส่งออกเป็นระยะเวลา 10 ปีที่มีผลบังคับใช้แล้ว อยู่ระหว่างแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และกำลังอยู่ระหว่างการต่อรองค่าสัมปทานในแต่ละธุรกิจกับแต่ละกระทรวงของพม่า
ทั้งนี้ รัฐบาลพม่ากับรัฐบาลไทยเห็นชอบร่วมกันเพื่อพัฒนาอ่าวทวาย ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตะนาวศรีภาคใต้ของพม่า และติดทะเลอันดามัน เป็นประตูการค้าแห่งใหม่เชื่อมต่อไทยผ่านพม่าไปยังจีน อินเดีย และบังกลาเทศ
อิตัลไทยต้องก่อสร้างถนนจากชายแดนไทย ด่านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ไปโครงการทวายระยะทางยาวถึง 150 กิโลเมตร ตัดบางส่วนของถนนที่จะขยายเป็น 4 เลน ต้องไปทับพื้นที่ของเคเอ็นยู หรือกะเหรี่ยง ที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่
อิตัลไทยจะหาผู้ร่วมทุนได้หรือไม่ ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เข้ามาสั่นคลอนโครงการ โบรกเกอร์ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ถ้าจะให้จบทั้งโครงการต้องใช้เงินกว่า 3 แสนล้านบาท จะระดมมาจากไหน ใครจะเข้ามาร่วมทุน
“คิวามุ ฮอนดา”ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการระดมทุนของประธานกรรมการบริษัท ทวาย ดีเวลลอปเม้นท์ (DDC) บริษัทย่อยของอิตัลไทย ให้ความเห็นว่า มีนักลงทุนเอเชีย 4-5 ราย สนใจลงทุนในโรงถลุงเหล็ก แต่ยังไม่มีรายใดตัดสินใจเข้ามาลงทุน เพราะยังกังวลต่อการแทรกแซงของสหรัฐ
“โรงถลุงเหล็ก ปิโตรเคมี และโรงกลั่น เป็นอุตสาหกรรม 3 ประเภทที่เราพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก่อน”
อิตัลไทยรู้ดีว่าปัญหาของการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยอุตสาหกรรมหนักนั้นค่อนข้างมีปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ชาติตะวันตกมักนำไปเป็นข้ออ้างในการเข้ามาแทรกแซงร่วมแบ่งปันผลประโยชน์
“นภดล พฤกษาวรรณ”ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมสังคมและสิ่งแวดล้อมของโครงการเพื่อดูแลชุมชน กล่าวว่า รับผิดชอบดูแลชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างถนนที่สร้างเชื่อมต่อไปยังโครงการทวาย รวมถึงพื้นที่โครงการครอบคลุมชาวบ้าน 4 หมื่นคน 4,000 กว่าครอบครัว 16 ชุมช
สำหรับการโยกย้ายชาวบ้านออกจากบริเวณโครงการนั้น ชาวบ้านจะได้รับการจัดสรรที่ดินและก่อสร้างบ้านใหม่ให้ พร้อมเงินค่าชดเชยที่ถูกพิจารณามูลค่าโดยคณะกรรมการหมู่บ้านและคณะกรรมการฝ่ายรัฐบาลพม่า โดยมีอิตัลไทยรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ชาวบ้านทั้งหมดจะถูกโยกย้ายออกไปอยู่หมู่บ้านบาวา และปะดินอิน ที่ห่างออกไปจากโครงการ 12 กิโลเมตร โดยจัดสรรพื้นที่ให้ 185 ตารางวาต่อหลัง และสร้างบ้านให้ตามขนาดบ้านเดิม คือ ขนาดเล็ก (130 ตารางเมตร) ขนาดกลาง (160 ตารางเมตร) และขนาดใหญ่ (190 ตารางเมตร)
สำหรับค่าชดเชยเฉลี่ยที่ชาวบ้านได้รับประมาณ 1.5-2 ล้านจ๊าดต่อเอเคอร์ (2.5 ไร่) จากราคาที่ชาวบ้านเสนอมา 2-10 ล้านจ๊าดต่อเอเคอร์
กระนั้นก็ตาม ยังมีพื้นที่ที่กำลังเป็นปัญหาและถูกคัดค้าน คือ บ้านกะลอนท่าร์ ห่างจากจุดก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรม 20 กิโลเมตร เพราะเกรงว่าจะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพต้องสูญสลายไป ชาวบ้านที่มีปัญหาบางส่วนเป็นชาวประมงที่เกรงว่าไม่รู้จะทำมาหากินอะไรหากถูกย้าย
เรื่องนี้เจ้าหน้าที่อิตัลไทยชี้แจงว่า ชาวบ้านส่วนนี้จะถูกย้ายไปหมู่บ้านปะดินอินที่ใกล้ชายฝั่งทวาย ที่ทำให้สามารถทำประมงได้ใกล้เคียงวิถีชีวิตเดิม
อย่างไรก็ตาม ความกังวลของชาวบ้าน คือ อุตสาหกรรมหนักจะทำลายระบบนิเวศและความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ทำให้ไม่เหลืออาชีพประมงอีกต่อไป
ผู้ประกอบการร้านค้าวัสดุก่อสร้างในทวาย ยอมรับว่าโครงการทวายเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจพม่าอย่างมาก แต่ในฐานะคนทวายมีความกังวลว่าโครงการอุตสาหกรรมหนักบางประเภทจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและผู้คนของทวาย
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ารัฐบาลพม่าจะปกป้องสิ่งแวดล้อมและผู้คนของเขา
“ติงหม่องส่วย”ประธานสนับสนุนโครงการทวาย (ชั่วคราว) ฝ่ายพม่า ให้ความเห็นว่า ชาวบ้านบางกลุ่มที่ไม่ยอมย้ายเป็นเพราะความโลภ ไม่พอใจราคาที่รัฐบาลให้ มีบางรายเสนอราคาถึง 7 ล้านจ๊าด หรือ 2.8 แสนบาทต่อเอเคอร์
“เราจะจ่ายให้ตามราคาที่เหมาะสม หากพวกเขายังไม่ย้ายเราจะยังรอดูต่อไป และดำเนินการย้ายบ้านที่ยอมย้ายโดยการก่อสร้างบ้านใหม่รองรับ และในที่สุดถ้าพวกเขายังไม่ย้าย เราจะบังคับใช้กฎหมายในฐานะที่เป็นเจ้าของที่ดิน”
หม่องส่วย กล่าวถึงหลักการในการตีมูลค่าที่ดินว่า ขึ้นอยู่กับมูลค่าของต้นไม้ที่ปลูกในบ้าน และจำนวนพื้นที่บริเวณบ้านด้วย จนถึงขณะนี้อิตัลไทยจ่ายเงินค่าชดเชยไปแล้ว 6,000 ล้านจ๊าด หรือ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 217 ล้านบาท จ่ายให้ 54 ครอบครัว
เจ้าหน้าที่โครงการทวายยืนยันว่า โครงการย้ายบ้านล็อตแรกจะเริ่มเดือน ต.ค.นี้ และคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือน พ.ย. จำนวน 343 ครอบครัว จาก 1,860 ครอบครัว ไปยังหมู่บ้านบาวา ในจำนวนนี้มีชาวบ้านส่วนน้อยที่ไม่ยอมย้าย (ตามแผนผังสีแดงคือส่วนที่ไม่ยอมย้าย)
นอกจากนั้น ยังตั้งเป้าหมายว่า กลางปีหน้าจะโยกย้ายแล้วเสร็จทั้งหมดกว่า 4,000 ครอบครัว
สำหรับความคืบหน้าโครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อระหว่างเขตแดนไทยบริเวณด่านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี จนถึงโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย มูลค่า 3,500 เหรียญสหรัฐ ได้ออกแบบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อจากนี้ไปต้องหาผู้ร่วมทุน จากนั้นจึงเสนอขอเงินกู้เพื่อดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มต้นก่อสร้างเฟสแรกได้ในปลายปีนี้ และแล้วเสร็จภายในปี 2558 ตามกำหนดการที่เซ็นสัญญากับรัฐบาลพม่าไว้
“ฮอนดา”ให้ความเห็นว่า ยังไม่ได้เซ็นสัญญากู้เงินจากเจบิก เพราะกฎขององค์กรแห่งนี้ระบุว่า ต้องมีผู้ร่วมทุนที่ชัดเจน เช่นเดียวกับธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ที่ต้องการเห็นภาพโครงการที่ชัดเจนกว่านี้ ดังนั้นจึงต้องการได้รับการยืนยันจากรัฐบาลพม่าถึงความจริงจังในการดำเนินโครงการ
“ผมก็พยายามเร่งลูกค้าให้รีบตัดสินใจ แต่เขากังวลการแทรกแซงของสหรัฐ”
“หม่องส่วย”ยืนยันว่า โครงการทวายจะต้องเกิดแน่ โดยเขาจะร่วมต่อสู้กับอิตัลไทยเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อ
“ผมแสดงความเสียใจต่อการตั้งคำถามของ‘ฮเลง’เขาไม่เคยมาที่ทวายเลย ผมทำงานอยู่ที่นี่ ผมคือรัฐบาลพม่า ขอยืนยันว่าโครงการนี้ต้องดำเนินต่อไปภายใต้อิตัลไทย”
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีนี้ ทำให้“เปรมชัย”ซึ่งเคยยืนยันกับผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อเดือน ม.ค. 2555 ว่าITDจะไม่เพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนโครงการทวาย แต่จะใช้วิธีแปลงที่ดินที่ได้รับสัมปทานเป็นทุนในการร่วมทุนกับนักลงทุน ตัดสินใจประกาศเพิ่มทุนแบบขออำนาจโดยทั่วไปเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเผื่อไว้อีกทาง สร้างความโล่งใจให้บรรดานักลงทุนที่ถือหุ้นอิตัลไทย
“ภาระดอกเบี้ยจ่ายจำนวนมากของอิตัลไทยได้ส่งผลให้บริษัทขาดทุนดำเนินงานตลอด 8 ไตรมาสที่ผ่านมา เงินเพิ่มทุนจะทำให้บริษัทจ่ายคืนเงินกู้ลดภาระดอกเบี้ยจ่าย และทำให้สถานะการเงินของบริษัทแข็งแรงขึ้น ที่จะส่งผลให้เปลี่ยนสถานะจากขาดทุนสุทธิเป็นกำไรสุทธิได้”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง กล่าว
สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา อิตัลไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ 2.41 เท่า
อย่างไรก็ตาม การถูกต่อต้านจากชาวบ้านและนักวิชาการเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ ทำให้อิตัลไทยต้องใช้เวลาอีกพอสมควรจึงจะเห็นโครงการนี้เป็นรูปธรรม
คำถามของนักข่าวทีวีญี่ปุ่น 2 ช่อง ที่ให้น้ำหนักมากที่สุด คือ กรณีพิพาทระหว่างโครงการกับชาวบ้านที่ถูกโยกย้าย สะท้อนความกังวลของนักลงทุนญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี เมื่อผสมโรงกับความลังเลของรัฐบาลพม่าที่สะท้อนผ่านตัวแทนแต่ละฝ่าย เพื่อสร้างความสมดุลของผลประโยชน์อาจยังผลให้โครงการนี้ล่าช้ากว่ากำหนด หากยังไม่สามารถเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวงได้
โครงการทวายที่“เปรมชัย”คาดว่าจะใช้งบลงทุน 1.5 แสนล้านบาท ที่ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท โครงการนี้จะระดมทุนได้ทันก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดการหรือไม่ หรือจะจอดอย่างโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าไซยะบุรีที่ลาว ที่เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างแล้ว แต่ถูกระงับโครงการไว้ก่อน เพราะคณะกรรมการลุ่มแม่น้ำโขงยืนยันว่าส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นิคมอุตสาหกรรมทวายโครงการที่ใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 8 เท่า เป็นโครงการที่พม่าให้สัมปทานกับบริษัทไทยเพียงรายเดียว ทำให้มีความท้าทายอย่างมาก
ปีนี้เป็นปีที่ตัดสินอนาคตของอิตัลไทยอย่างแน่นอน







