
‘ซัคเกอร์เบิร์ก’รวยแซงกูเกิล
เปิดไอพีโอเฟซบุ๊กวันแรก ดัน “ซัคเกอร์เบิร์ก” ติดอันดับเศรษฐีโลก แซงหน้าผู้ก่อตั้งกูเกิล
เปิดไอพีโอเฟซบุ๊กวันแรก ดัน “ซัคเกอร์เบิร์ก” ติดอันดับเศรษฐีโลก แซงหน้าผู้ก่อตั้งกูเกิล
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยดัชนีเศรษฐีพันล้าน เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ระบุว่า มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังของโลก วัย 28 ปี ทะยานขึ้นติดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก อันดับที่ 29 แซงหน้า เซอร์เกย์ บริน และลาร์รี เพจ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล บริษัทเสิร์ชเอนจินชื่อดังของโลก หลัง เฟซบุ๊กเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชน (ไอพีโอ) เป็นครั้งแรกถึง 421.2 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 38 เหรียญสหรัฐ รวมมูลค่าราว 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดขายไอพีโอที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สหรัฐ
ซัคเกอร์เบิร์กขายหุ้นราว 30 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ 503.6 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 32% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังจากการเปิดทำไอพีโอ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 1.91 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยซัคเกอร์เบิร์กยังคงถือครองหุ้นที่ให้สิทธิออกเสียงในการบริหารบริษัทถึง 56%
อย่างไรก็ตาม ซัคเกอร์เบิร์กไม่สามารถแซงหน้า บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 6.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังเป็นรองไมเคิล บลูมเบิร์ก นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กคนปัจจุบัน และเจ้าของสถานีโทรทัศน์บลูมเบิร์ก ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับว่ามีทรัพย์สินสูงถึง 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
การเปิดขายไอพีโอในครั้งนี้ จะส่งผลให้พนักงานในเฟซบุ๊กหลายคนกลายเป็นมหาเศรษฐีเพียงชั่วข้ามคืน ไม่ว่าจะเป็น ดัสติน มอสโควิตซ์ เพื่อนผู้ร่วมก่อตั้ง ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี โดยมีทรัพย์สินสูง 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ เอดูอาร์โด ซาเวริน ผู้ร่วมก่อตั้งผู้อื้อฉาว มีทรัพย์สินมูลค่าสูงถึง 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยพนักงานเหล่านี้จะต้องเริ่มจ่ายภาษีคืนรวมถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย
ด้านความเคลื่อนไหวกรณีของซาเวริน ที่ประกาศสละสถานะความเป็นพลเมืองสหรัฐและหันไปถือสัญชาติสิงคโปร์ เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีสูงถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการถือหุ้นของเฟซบุ๊กราว 4% โดยล่าสุด ซาเวริน ประกาศยอมจ่ายภาษีทั้งหมดแต่โดยดีแล้ว ภายหลังจากที่ ชัค ชูเมอร์ และบ๊อบ เคซีย์ สองวุฒิสภาสหรัฐประกาศสั่งห้ามชาวสหรัฐที่ถูกเนรเทศราว 5,000 คน ซึ่งหมายรวมถึงซาเวริน กลับเข้าสหรัฐอีกโดยเด็ดขาด
ซาเวริน เปิดใจว่า การย้ายออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีไม่เป็นความจริง แต่เป็นสิ่งที่คนภายนอกนึกและไตร่ตรองเอาเอง พร้อมกับยืนยันว่า จะดำเนินการลงทุนในสหรัฐอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าการลงทุนทำธุรกิจของตัวเองนั้น จะสามารถสร้างงานให้กับสหรัฐและทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง







