
ฟิทช์เชื่อหนี้ยุโรปไม่สะเทือน "เอเชีย" อียูป่วน กรีซเล็งเลือกตั้งใหม่
ฟิทช์เชื่อวิกฤตหนี้ยุโรปไม่กระเทือนเศรษฐกิจเอเชีย ด้านการเมืองกรีซไม่ลงตัว เล็งจัดเลือกตั้งรอบใหม่ ส่งราคาหุ้นน้ำมันทั่วโลกดิ่ง ขณะที่รัฐมนตรีคลังยุโรปเตรียมหาทางรอดในวันที่อาจไร้กรีซ
ฟิทช์เชื่อวิกฤตหนี้ยุโรปไม่กระเทือนเศรษฐกิจเอเชีย ด้านการเมืองกรีซไม่ลงตัว เล็งจัดเลือกตั้งรอบใหม่ ส่งราคาหุ้นน้ำมันทั่วโลกดิ่ง ขณะที่รัฐมนตรีคลังยุโรปเตรียมหาทางรอดในวันที่อาจไร้กรีซ
ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกเปิดเผยรายงานระบุความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในภูมิภาคเอเชียมีเกราะป้องกันวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ ขณะที่ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียอย่างจีนมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจดิ่งลงอย่างแรง (ฮาร์ดแลนดิง) ได้แน่นอน
แอนดรูว์ คอลคูฮูน หัวหน้าฟิทช์ประจำเอเชียแปซิฟิก อธิบายว่า เนื่องจากเศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเอเชียไม่ได้ผูกติดกับธนาคารของยุโรปหรือใช้เป็นแหล่งเงินทุน และขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อของครัวเรือนตามประเทศต่างๆ มากกว่า
ฟิทช์ ยังระบุว่า ระบบตลาดทุนของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตหนี้ของอียูด้วยเช่นกัน โดยแม้ว่าอัตราหนี้ต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในบางประเทศ เช่น ไทยและตุรกี แต่ก็สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและอัตราหนี้เสียที่อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับสถานการณ์ในจีน ฟิทช์ลงความเห็นว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบันเป็นผลมาจากแผนจัดการเงินเฟ้อของรัฐบาลจีน ซึ่งไม่น่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนภาพรวมในระยะยาว โดยฟิทช์คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้และปีหน้ามีแนวโน้มโตโดยเฉลี่ย 8%
ด้านสถานการณ์ทางการเมืองในกรีซยังไม่มีสัญญาณบวกใดๆ โดยความพยายามของประธานาธิบดี กาโรลอส ปาปูลิอาส แห่งกรีซ ซึ่งจัดการนัดหารือร่วมกับสามพรรคหลักเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของประเทศถึงสองรอบ ระหว่างวันที่ 1314 พ.ค. ประสบความล้มเหลว หลังจากที่ อเล็กซิส ทซิปราส หัวหน้าพรรคฝ่ายซ้ายไซริซา ยืนกรานปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดี) และพรรคปาซก พร้อมย้ำให้กรีซจัดเลือกตั้งรอบใหม่ด้วยความมั่นใจว่าพรรคไซริซาจะได้รับคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายเกินครึ่งหนึ่ง
ทซิปราส กล่าวว่า ไซริซาจะไม่ทรยศต่อความหวังและความเชื่อมั่นของประชาชนที่ไม่ต้องการแผนรัดเข็มขัดเด็ดขาด ขณะที่ ปานอส สกูร์เลทิส โฆษกพรรค แสดงความผิดหวังที่ทั้งพรรคเอ็นดีและปาซกยังไม่เลิกล้มแผนการรัดเข็มขัดที่จะนำพาประเทศไปสู่หายนะ จนทำให้พรรคไซริซาไม่สามารถให้ความร่วมมือได้
แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วยุโรป หรือแม้กระทั่งตลาดหุ้นในเอเชียและในสหรัฐค่อนข้างซบเซา เหตุจากนักลงทุนอดหวาดวิตกถึงอนาคตของภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่มยูโรโซนไม่ได้ เมื่อประเทศซึ่งมีหนี้สาธารณะสูงอย่างกรีซไม่สามารถทำตามเงื่อนไขที่เคยให้ไว้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ จนเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดในเดือน มิ.ย.
นักวิเคราะห์ลงความเห็นว่า หากกรีซต้องจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ กรอบระยะเวลาก็จะไม่ทันกำหนดการหารือเรื่องเงินช่วยเหลือและต้องผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด
ดัชนีตลาดหุ้นในกรุงเอเธนส์ลดลง 3.5% มาอยู่ที่ 590.38 จุด ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 14 พ.ค. ขณะที่ดัชนีสำคัญอย่างเอฟทีเอสอี ยูโรเฟิร์สต์ 300 ของตลาดยุโรปเฉลี่ยลดลง 1.5% โดยหุ้นในกลุ่มธนาคารปรับตัวลงสูงสุดถึง 2.4%
ทั้งนี้ ดัชนีแด็กซ์ เยอรมนี ร่วง 2.2% ดัชนีซีเอซี ฝรั่งเศส ลดลง 2.4% ด้านตลาดหุ้นวอลสตรีตลดลง 0.8% ขณะที่ตลาดหุ้นในเอเชีย เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ลดลง 1.15% ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ลดลง 0.6% ยกเว้นดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.23%
ด้านราคาน้ำมันดิบในตลาดสิงคโปร์ปรับลดต่ำกว่า 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยลดลง 1.33 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 94.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในกระดานการซื้อขายอิเล็กทรอนิกส์ในนิวยอร์ก โดยเป็นผลเนื่องมาจากความวิตกต่อสถานการณ์ของยุโรป และความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่อาจชะลอตัวลง
แรงกดดันจากกระแสต่อต้านแผนรัดเข็มขัดในกรีซส่งผลให้รัฐมนตรีคลังของสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มพูดคุยหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา ตลอดจนทางเลือกอื่นๆ ซึ่งรวมถึงกรณีเลวร้ายที่สุดที่กรีซจะต้องก้าวออกจากกลุ่มอียูและยูโรโซนที่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ในวันที่ 14 พ.ค. เวลา 15.00 น. (ราว 22.00 น. ตามเวลาในไทย)
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่การหารือจะเริ่มต้นขึ้น วูล์ฟกัง ชูเอเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนีได้วอนขอให้กรีซปฏิบัติตามเงื่อนไขและแนวทางแก้ปัญหาหนี้สาธารณะตามที่เคยได้ตกลงกันไว้ ขณะที่ โฮเซ มานูเอล บารอสโซ หัวหน้าคณะกรรมาธิการยุโรปเตือนว่าการผิดสัญญาจะไม่ส่งผลดีใดๆ ต่อกรีซ นอกจากจะบีบให้อียูต้องขับไล่กรีซออกจากกลุ่ม ซึ่งการแตกแยกที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งกรีซและกลุ่มอียูทั้งหมดแน่นอน
ในวันเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่ายอดการกู้ยืมเงินของธนาคารสเปนในโครงการให้กู้ฉุกเฉินดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางแห่งยุโรป (อีซีบี) ที่มีเป้าหมายเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจทั่วยุโรป เพิ่มสูงขึ้นทำสถิติใหม่เมื่อเดือน เม.ย. จาก 2.276 แสนล้านยูโร (ราว 9.104 ล้านล้านบาท) ในเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 2.635 แสนล้านยูโร (ราว 10.54 ล้านล้านบาท) โดยเป็นผลจากการที่ธนาคารสเปนไม่สามารถหาแหล่งกู้ยืมเงินอื่นๆ ได้ เพราะธนาคารสเปนส่วนใหญ่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระดับสูง







