
"เจพีมอร์แกน" ทำกูรูเตือนคุมเข้มกม.ลงทุน ฟิทช์-S&P ซ้ำหั่นอันดับน่าเชื่อถือ
กูรูมะกันจี้เจพีมอร์แกน เชส กดสัญญาณเตือนรัฐบาลให้ยกเครื่องคุมเข้มกฎหมายลงทุน ก่อนวิกฤตการเงินหวนซ้ำรอย ด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี ลงดาบเจพีมอร์แกน เชส ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
กูรูมะกันจี้เจพีมอร์แกน เชส กดสัญญาณเตือนรัฐบาลให้ยกเครื่องคุมเข้มกฎหมายลงทุน ก่อนวิกฤตการเงินหวนซ้ำรอย ด้านฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี ลงดาบเจพีมอร์แกน เชส ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ
หนึ่งวันภายหลังจากการประกาศขาดทุนยับกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท) ของเจพีมอร์แกน เชส ธนาคารรายใหญ่ที่สุดและได้รับการยกย่องมากที่สุดในสหรัฐ ซึ่งเกิดจากการขาดทุนและเกิดจากความผิดพลาดและการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ย่ำแย่ เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อย่างมาก โดยส่วนใหญ่ลงความเห็นตรงกันว่า บทเรียนการล่มสลายของอุตสาหกรรมการเงินเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำให้ธนาคารใหญ่ๆ เรียนรู้และตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการเก็งกำไรของตนเองเลย
ไซมอน จอห์นสัน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีธนาคารใดสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงหรือควบคุมให้อยู่ในกำมือได้อย่างเด็ดขาด
“ขนาดเจพีมอร์แกน เชส ยังทำไม่ได้ แล้วใครจะทำได้” จอห์นสัน กล่าว
ทั้งนี้ เจพีมอร์แกน เชส ถือเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่หนึ่งเดียวของสหรัฐ ที่สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี ยืนยันได้จากการไม่เคยรายงานยอดขาดทุนเลยตลอดช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2551 ซึ่งทำให้บริษัทภายใต้การบริหารของ เจมี ไดมอน ซึ่งต่อต้านกฎหมายการควบคุมการเงินและการลงทุน หรือที่รู้จักในนาม ด็อดด์แฟรงก์ (DoddFrank Law) ได้รับความเชื่อถือเชื่อมั่นจากนักลงทุน
และส่งผลให้การร่างและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากนักลงทุนและนักเก็งกำไรในตลาดไม่เห็นความสำคัญของวิกฤตการเงินที่เกิดจากการเก็งกำไร และมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปี 2551 เป็นผลของการตัดสินในที่ผิดพลาดมากกว่า
ทั้งนี้ ผลพวงจากวิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ทำให้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผลักดันกฎหมายคุมเข้มระบบการเงินของประเทศ โดยเฉพาะการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเมื่อปี 2553
ทว่า ด้วยข้อรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้อย่างน้อยก็จนกว่าปี 2556
ดังนั้น ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นล่าสุดกับเจพีมอร์แกน เชส ที่แม้จะไม่ทำให้ตลาดตื่นตระหนักได้มากเท่ากับเมื่อครั้งเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลาย แต่ก็น่าจะเพียงพอที่จะย้ำให้บรรดานักการเมืองเร่งผลักดันกฎหมายหลายมาตราออกมาบังคับใช้ เช่น กฎวอล์กเกอร์ ซึ่งเป็นกฎที่ห้ามไม่ให้ธนาคารทำการค้าเพื่อนำกำไรเข้ากระเป๋าของตนเอง โดยกฎดังกล่าวยังคงอยู่ในระหว่างการร่าง และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่า จะสามารถนำมาบังคับใช้ได้ในปี 2557
“นี่เป็นคำอธิบายที่ตรงที่สุดถึงปัญหาระบบการค้าที่ผูกขาดและถือกรรมสิทธิ์ และทำให้เห็นว่าทำไมเราถึงต้องมีกฎวอล์กเกอร์” เจฟ เมิร์กเลย์ วุฒิสมาชิกสหรัฐ กล่าว
ด้านแนนซี บุช นักวิเคราะห์ธนาคารของเอ็นเอพี รีเสิร์ช แสดงความเห็นว่า การขาดกฎควบคุมทำให้ธุรกิจธนาคารของเจพีมอร์แกน เชส ก้าวข้ามเส้นแบ่งความพอดี เพราะมัวแต่มุ่งทำเงินทำกำไรให้กับองค์การ
“สุดท้ายเมื่อพวกเขาทำเงินจากการเก็งกำไร พวกเขาก็จะเก็งกำไรมากขึ้น เลยเปลี่ยนจากกองทุน (Hedge) เป็นตัวทำเงิน (Moneymaker) แทน
ทั้งนี้ การขาดทุนเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของเจพีมอร์แกน เชส เมื่อวันศุกร์ที่ 11 พ.ค. ได้ปรับตัวลดลงมากถึง 9.3% หรือ 3.78 เหรียญสหรัฐ (ราว 117.18 บาท) และมีราคาปิดตลาดอยู่ที่ 36.96 เหรียญสหรัฐ (ราว 1,146 บาท) หรือทำให้มูลค่าในตลาดของเจพีมอร์แกน เชส หายไปประมาณ 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.65 แสนล้านบาท) และส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทอื่นๆ ในตลาดร่วงลงตามไปด้วย โดย มอร์แกน สแตนลีย์ และซิตีกรุ๊ป ปรับลดมากกว่า 4% ขณะที่ โกลด์แมน แซคส์ ลดลงเกือบ 4%
ขณะที่ในวันเดียวกัน ฟิทช์ เรทติ้งส์ และสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) สองบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ประกาศปรับลดอันดับสถานะความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกน เชส เมื่อวันที่ 11 พ.ค. หนึ่งวัน หลังจากที่เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน เชส ยอมรับว่า ธนาคารขาดทุนจากการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท)
ทั้งนี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ลดอันดับเครดิตระยะยาวของเจพีมอร์แกน เชส สู่ระดับ A+ จาก AA พร้อมกับปรับแนวโน้มเป็นลบแก่อันดับเครดิตระยะยาวของบริษัทแม่และบริษัทในเครือทั้งหมดของธนาคารด้วย
สำหรับสาเหตุของการตัดสินใจปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกน เชส ในครั้งนี้ ฟิทช์ ระบุว่า แม้ขนาดของการขาดทุนจะเป็นสิ่งที่ธนาคารสามารถจัดการรับมือได้ แต่ความเสี่ยงที่เป็นผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นในด้านชื่อเสียง หรือด้านการกำกับดูแลบริหารกิจการของธนาคาร ก็ไม่สมควรที่จะให้เจพีมอร์แกน เชส อยู่ในระดับ AA อีกต่อไป และมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดอันดับลงอีกในอนาคต หากว่าธนาคารไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังให้กำลังใจเจพีมอร์แกน เชส ด้วยการระบุว่า ถึงจะอยู่ในระดับ A+ ธนาคารดังกล่าวก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในตลาดสหรัฐและจะยังคงขยายตัวได้ต่อไปในตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากทุนของธนาคารยังคงแข็งแกร่ง เมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารระดับโลกอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้เจพีมอร์แกน เชส บรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการขาดทุนได้
ขณะที่ทางด้านเอสแอนด์พี ประกาศปรับลดแนวโน้มของเจพีมอร์แกน เชส จากสถานะ “คงที่” เป็น “ติดลบ” ซึ่งหมายความว่า มีโอกาสเป็นไปได้มากที่เอสแอนด์พีจะหั่นอันดับความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกน เชส อีกในอนาคต โดยเป็นผลมาจากความวิตกกังวลต่อการบริหารความเสี่ยงที่ผิดพลาดของธนาคาร จนทำให้เกิดการขาดทุนย่อยยับมหาศาลในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งแกร่งในเรื่องของความกว้างขวางในธุรกิจและความหลากหลายของการลงทุน ส่งผลให้เอสแอนด์พียังคงอันดับความน่าเชื่อถือของเจพีมอร์แกน เชส ไว้ที่ระดับ A/A1 และระดับ A+/A1 สำหรับภาคการธนาคารของบริษัท
“เราเชื่อว่าความเป็นไปได้ที่ปัญหาดังกล่าวจะบานปลายมีน้อยมาก” สจ๊วต เพลสเซอร์ นักวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของเอสแอนด์พี กล่าว พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ความผิดพลาดในครั้งนี้ไม่น่าจะส่งผลสะเทือนความสัมพันธ์ของลูกค้าที่มีต่อเจพีมอร์แกน เชส หรือธุรกิจหลักๆ ด้านธนาคารของบริษัท







