
วิกฤตหนี้พลิกวิถียุโรปจน-เครียด-ฆ่าตัวตายพุ่ง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้จะยังไม่มีทางออกหรือจุดจบที่แน่ชัดว่า วิกฤตหนี้สาธารณะของภูมิภาคยุโรปจะสิ้นสุดลงในรูปแบบไหน แต่ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ภูมิภาคแห่งนี้เผชิญหน้ากับมรสุมดังกล่าว สิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนก็คือวิกฤตหนี้ยุโรปได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนมุมมองของสังคมโลกที่มีต่อยุโรปให้แปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ยุโรปอาจไม่ใช่ดินแดนในฝันประดุจเทพนิยายอีกต่อไป
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวยุโรปทั่วไป คือจากที่เคยมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความอู้ฟู่สะดวกสบายจนประชากรในทวีปอื่นๆ ต้องอิจฉา ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเป็นอยู่ที่อัตคัด และค่อนข้างจะขัดสน
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ชาวยุโรปมีชีวิตที่จัดอยู่ในขั้นเศรษฐีย่อมๆ ได้นั้นเนื่องจากผลตอบแทนที่สูงและระบบสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม ตัวอย่างเช่น โควตาการลางานพักร้อนได้มากถึง 6 สัปดาห์ต่อปี โดยที่บริษัทไม่หักเงินเดือน ขณะที่เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมาจะมีระบบการคุ้มครองดูแลค่าใช้จ่ายให้เกือบทั้งหมด
เรียกได้ว่าดูแลกันอย่างดี จนไม่ว่าใครต่างก็ปรารถนาให้ได้เหยียบย่างเข้ามาทำงาน หรือใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปสักครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ภาพเหล่านั้นกำลังเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว ชาวยุโรปจำนวนมากต่างมีโอกาสได้เริ่มลิ้มลองรสชาติชีวิตที่ขมขื่นและต้องทนอยู่ท่ามกลางความขัดสนกันถ้วนหน้ามากขึ้น หลังจากที่บริษัทห้างร้านรวมถึงหน่วยงานราชการต่างพากันปลดข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างต่างๆ ออก เพื่อลดต้นทุนหรืองบประมาณตามแผนรัดเข็มขัดของรัฐบาลในปัจจุบัน
ล่าสุด สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคยุโรปเริ่มดิ่งลงเหวอย่างหนัก เห็นได้จากอัตราการว่างงานของประชาชนในกลุ่มประเทศยูโรโซน เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา พุ่งสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งก่อตั้งยูโรโซนเมื่อ 13 ปีก่อน ขึ้นมาที่ 1.69 แสนคน หรือที่ 10.9%
“หากผมตัวอยู่ลำพังคนเดียว คงจะจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับครอบครัวและลูกๆ รวมถึงทุกๆ อย่างแล้ว ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะจัดการอย่างไรกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่” วิลเลียม แลมเมอร์ ชายในวัย 52 ปี ชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้ที่เพิ่งถูกปลดออกจากงานในบริษัทบรรจุหีบห่อสินค้าเมื่อ 6 เดือนก่อน และมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่กับธนาคารแห่งหนึ่งที่ 4,000 ยูโร (ราว 1.56 แสนบาท)
ขณะที่ พามิลา คาสเตลลาโน หญิงสเปนในวัย 50 ปี ในแคว้นบาเลนเซีย ที่รับภาระดูแลลูกสาวพิการวัย 23 ปี กล่าวว่า ต้องมองหางานทำหลังจากพี่เขยถูกปลดออกจากงานในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง เพื่อให้มีรายได้มาจุนเจือเลี้ยงดูตัวเองกับลูกสาว
“ครอบครัวของเราไม่สามารถดำรงชีวิตโดยหวังพึ่งพิงเงินบำนาญที่มีอยู่เพียง 1,200 ยูโร (ราว 4.68 หมื่นบาทต่อเดือนได้ และไม่สามารถอาศัยเงินค่าครองชีพที่รัฐจ่ายให้บุตรสาวที่ 500 ยูโร (ราว 1.95 หมื่นบาท) ได้ และมันเป็นเรื่องที่แย่มากที่เราต้องจ่ายหนี้จำนองบ้านที่ยังค้างชำระอยู่ ทั้งๆ ที่พี่สาวก็เองมีสุขภาพย่ำแย่เกินกว่าจะหางานทำงานได้ และสามีก็ตกงานอยู่” คาสเตลลาโน กล่าวพร้อมกับร่ำไห้ในโชคชะตาชีวิตที่สุดรันทด
ขณะเดียวกันกลุ่มที่ยังคงมีงานทำก็ใช่ว่าจะมีชะตากรรมที่ดีกว่ากลุ่มคนที่ตกงาน หรือโดนปลดออกจากงานสักเท่าไรนัก เนื่องจากต้องแบกรับกับสภาพที่เงินเดือน โบนัส รวมถึงสวัสดิการบำนาญลดลงมากจากที่เคยได้ในอดีต
ตัวอย่างเช่น ชาวกรีกที่ถูกหั่นรายได้ขั้นต่ำจากเคยซึ่งมีอยู่ที่ 750 ยูโรต่อเดือน (ราว 29,290 บาท) ลง 22% หรือที่ 585 ยูโร (ราว 22,815 บาทต่อเดือน) ขณะที่เด็กจบใหม่ หรือผู้ที่ที่มีอายุต่ำกว่า 25 จะถูกหั่นลงถึง 32% หรือ 510 ยูโร (ราว 19,890 บาทต่อเดือน)
นอกจากนั้น ประชาชนอีกหลายประเทศในยุโรปก็ต้องทนทำงานต่อไป ทั้งๆ ที่ควรจะเกษียณอายุไปได้แล้ว โดยในปัจจุบันพบว่ามีหลายประเทศได้เริ่มขยายอายุการเกษียณงานเกิน 65 ปีไปแล้ว
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ล่าสุด นายกรัฐมนตรี เฟรเดอริก ไรน์เฟลด์ ของสวีเดน เสนอให้ขยายการเกษียณอายุออกเป็น 75 ปี
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ไม่ต้องเกษียณซะเลยจะดีกว่า
ผลพวงจากแรงกดดันในการที่ต้องระเห็จออกจากงาน ตลอดจนการมีรายได้ที่น้อยลง แต่มีหนี้ต้องจ่าย ได้ส่งผลให้เกิดความเครียดและนำไปสู่อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงมากขึ้นในหลายประเทศ เช่น เมื่อปี 2554 อัตราการฆ่าตัวตายในกรีซเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ถึง 40% หรือคิดเป็นอัตราส่วน 5 คนต่อทุกๆ 1 แสนคน ทั้งๆ ที่ความจริงแต่เดิมก่อนเกิดวิกฤตหนี้ กรีซเป็นประเทศที่ถือว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายต่ำที่สุดในยุโรปโดยคิดเป็นอัตราส่วนที่ 2.8 คนต่อทุกๆ 1 แสนคน
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การฆ่าตัวตายที่เข้าข่ายเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความรู้สึกไร้ทางออกของสังคม
“เป็นธรรมชาติของชาวกรีกอยู่แล้ว ที่ไม่ต้องการเป็นภาระใครและในขณะเดียวกันวิกฤตหนี้ได้สร้างความอับอายให้แก่ชาวกรีกเป็นอย่างมาก” นิคอส ซีเดอร์ นักจิตวิเคราะห์ กล่าว
ด้านประชาชนในไอร์แลนด์ ช่วงปี 2550–2552 มีการฆ่าตัวตายมากขึ้นถึง 24% ส่วนอิตาลีอัตราการฆ่าตัวตายที่เป็นผลโดยตรงจากแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจในช่วงระหว่างปี 25482553 มีเพิ่มขึ้นถึง 52%
นอกจากความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องจะหายไปและแทนที่ด้วยความขมขื่นจนต้องคิดสั้นกันมากมายแล้ว รูปแบบและวิถีการใช้ชีวิตของชาวยุโรปจากที่เคยไม่เคร่งเครียดก็เหือดหายไปด้วย
สำหรับผู้ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับการทำงานของชาวยุโรป ต่างยอมรับว่า เสน่ห์อย่างหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนในภูมิภาคนี้ ก็คือการรู้จักผสมผสานชีวิตการทำงานและเรื่องส่วนตัวเอาไว้ด้วยกันอย่างค่อนข้างที่จะเหมาะเจาะลงตัว
ตัวอย่างเช่น การออกไปสังสรรค์หลังเลิกงานตามผับบาร์ หรือร้านกาแฟ หรือการแบ่งเวลาให้ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว โดยไม่เอาเรื่องงานเข้ามาข้องเกี่ยว
แต่ทว่าเส้นแบ่งเหล่านั้นเริ่มเจือจางลงไปทุกที เห็นได้จากการที่ชาวสเปนต้องมีชีวิตในการทำงานที่เคร่งเครียดและต้องรีบกลับมาทำงานเร็วขึ้น เพราะมีเวลาพักกลางวันน้อยลง โดยเหลือเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องหาที่รับประทานอาหารที่ใกล้ที่สุด เพื่อให้กลับมาทำงานในตอนบ่ายได้ทัน
นอกจากนี้ หลายคนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์กันใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะที่ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งปกติผู้คนมักจะชอบไปดื่มสังสรรค์กันตามผับหรือบาร์ แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนไปดื่มสังสรรค์กันที่บ้านแทน เนื่องจากเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงเครื่องดื่มอื่นๆ มีราคาสูงกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป
ขณะที่ในด้านการเมืองวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นได้นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มการเมืองที่มีแนวความคิดแบบสุดโต่งที่สามารถก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น โดยเห็นได้จากการได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกของฝรั่งเศสที่มีมากสุดในรอบหลายสิบปีของ มารีน เลอแปง ผู้สมัครจากพรรคอนุรักษนิยม ที่มีแนวคิดเอียงขวา ขณะที่พรรคอรุณรุ่งสีทอง ที่ชูแนวคิดชาตินิยมและต่อต้านผู้อพยพอย่างสุดขั้วของกรีซ ก็ได้เข้าทำหน้าที่ผู้แทนในรัฐสภากรีซเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังรวมถึงพรรคเสรีภาพของเนเธอร์แลนด์อีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การก้าวขึ้นมาของพรรคเหล่านี้ เกิดจากความรู้สึกต่อต้านการเมืองกระแสหลักที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ขณะที่พรรคเหล่านี้มีแนวคิดที่ชัดเจน อาทิ การต่อต้านผู้อพยพ การปกป้องผลประโยชน์ชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพความขัดแย้งในยุโรปเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขวิกฤตหนี้ของชาติต่างๆ ที่ดูจะส่อเค้าไปในทิศทางจะแตกคอและสร้างความบาดหมางระหว่างกันมากขึ้น ทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นต้นแบบของการหล่อหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อสร้างสันติภาพ การเจริญเติบโตร่วมกัน ผ่านทางการการบูรณการทางเศรษฐกิจและสังคมเข้าเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ได้เริ่มจางหายไปในสายตาของชาวโลกบ้างแล้ว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ความแตกแยกทางความคิดระหว่าง 2 กลุ่มประเทศที่มีความเห็นเกี่ยวกับการแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ที่ไม่ตรงกันในปัจจุบัน ฝ่ายหนึ่งที่นำโดยเยอรมนี ต้องการให้มุ่งรักษาวินัยการคลังด้วยแผนรัดเข็มขัด ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งที่นำโดยฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี เห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ การกระตุ้นการเติบโตและอัดฉีดและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น
เรียกได้ว่า วิกฤตหนี้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตต่อภาคเศรษฐกิจการเงินเท่านั้น เพราะขนาดของวิกฤตได้ซึมลึกลงทุกหย่อมหญ้าทั่วยุโรปแล้ว
และไม่ช้าไม่นาน ประวัติศาสตร์โลกอาจได้ฤกษ์จารึกจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโฉมหน้ายุโรปอีกครั้ง







