
IMFมั่นใจพม่ามาแรงจี้ลุยปฏิรูปศก.ต่อเนื่อง
ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจพม่ารุ่งเรืองหากปฏิรูปประเทศต่อไป มั่นใจรัฐบาลปฏิรูปสกุลเงินได้อย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2556
ไอเอ็มเอฟชี้เศรษฐกิจพม่ารุ่งเรืองหากปฏิรูปประเทศต่อไป มั่นใจรัฐบาลปฏิรูปสกุลเงินได้อย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2556
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า พม่ามีโอกาสที่จะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจรุ่งเรืองรายถัดไปของเอเชีย หากรัฐบาลกรุงเนย์ปิดอว์ยังคงเดินหน้าปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจต่อไป
ในรายงานประเมินเศรษฐกิจของพม่าเป็นครั้งแรก (อาร์ติเคิล 4) ไอเอ็มเอฟได้กล่าวชื่นชมการปล่อยลอยตัวค่าเงินจ๊าดของพม่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมสนับสนุนรัฐบาลให้ยึดแนวทางการปฏิรูปดังกล่าวต่อไป
“พม่าอาจกลายเป็นพรมแดนทางเศรษฐกิจใหม่ของเอเชีย หากสามารถดำเนินการปฏิรูปได้อย่างเหมาะสม พร้อมกับเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แรงงานหนุ่มสาว และเศรษฐกิจที่มีศักยภาพ ให้เป็นประโยชน์ต่อพม่าเอง” รายงานระบุ
ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของ เมอร์รัล คาราซูลู หัวหน้าคณะผู้แทนไอเอ็มเอฟประจำพม่า ซึ่งยืนยันว่าไอเอ็มเอฟเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในพม่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลอยตัวค่าเงินจ๊าดเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดย คาราซูลู แสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลพม่าจะสามารถรวมอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายในตลาดให้เป็นหน่วยเดียวได้ภายในสิ้นปี 2556
“แม้ปัจจุบันพม่าจะมีอัตราแลกเปลี่ยนอย่างไม่เป็นทางการในตลาดอยู่เป็นจำนวนมาก ทว่าฉันเชื่อมั่นว่าพม่าจะสามารถปฏิรูปสกุลเงินจ๊าดได้อย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2556 หรือให้ทันกับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่จะมีขึ้นในปลายปีหน้า” คาราซูลู กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะประกาศลอยค่าเงินจ๊าด พม่ามีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อนมาก โดยมีทั้งแบบทางการ กึ่งทางการ และไม่เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการที่ราว 6 จ๊าดต่อเหรียญสหรัฐ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดมืดอยู่ที่ราว 800 จ๊าดต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนขัดขวางการค้าและการลงทุนในประเทศมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนว่า รัฐบาลพม่าควรก้าวอย่างระมัดระวัง โดยควรมุ่งไปที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากการปฏิรูป อย่างรวดเร็วนั้นอาจส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ความเสียหายมูลค่ามหาศาลได้ โดยย้ำว่าการปฏิรูปนั้นจะต้องใช้เวลา ขณะที่การจัดลำดับความสำคัญเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยนำผลประโยชน์ไปสู่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ







