posttoday
พรรคเล็กมองการเมืองพม่า 2015อาจเปลี่ยนแปลง

พรรคเล็กมองการเมืองพม่า 2015อาจเปลี่ยนแปลง

08 เมษายน 2555

ชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ในการเลือกตั้งซ่อมของพม่า จำนวน สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา

โดย...สุพงษ์ ทวิภา

ชัยชนะของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ในการเลือกตั้งซ่อมของพม่า จำนวน สส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา 40 เขต 40 ที่นั่ง แม้จะถือว่าถล่มทลายสำหรับการเลือกตั้งซ่อมทั้งหมด 45 เขต แต่ก็เทียบไม่ได้กับจำนวน สส.ทั้งหมด ซึ่งพรรคยูเอสดีพีของรัฐบาลครองเสียงข้างมาก

สำหรับผู้ติดตามการเมืองพม่า ย่อมเห็นว่า จำนวนที่นั่งซึ่งเอ็นแอลดีได้รับเลือกตั้งไม่เพียงพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในทางการ เมืองขึ้นมา ซึ่งอาจเป็นความชาญฉลาดของรัฐบาลพม่า ที่เปิดโอกาสให้การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ปล่อยให้เอ็นแอลดีได้รับเลือกตั้งเพียงน้อยนิด เพื่อจุดหมายใหญ่ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลมากกว่า นั่นคือ การยอมรับจากสังคมโลกและการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อพม่า

ทันทีที่คณะผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งนานาชาติยอมรับว่า แม้จะมีเบาะแสความไม่โปร่งใสบ้างในบางพื้นที่ แต่ก็ไม่กระทบต่อภาพรวมของการเลือกตั้ง กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งใกล้ชิดกับพม่าที่สุด ก็ออกมาชื่นชมและเรียกร้องให้นานาชาติยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่า

พรรคเล็กมองการเมืองพม่า 2015อาจเปลี่ยนแปลง

 

ในขณะที่ชาติตะวันตก ซึ่งจับตามองแหล่งทรัพยากรในพม่าตาเป็นมัน เพราะไล่ตามหลังจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่หลายช่วงตัว ก็แสดงท่าทีผ่อนคลายลง ฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐ ยืนยันจะผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่สหภาพยุโรปจะมีการประชุมเพื่อทบทวนมาตรการคว่ำบาตรพม่าในวันที่ 23 เม.ย.นี้

ไม่ว่าจะมองอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่า รัฐบาลพม่าเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่เกิดขึ้น และเป็นผลพวงจากกระบวนการปรองดองและสร้างสันติภาพในชาติ โดย เต็งเส่ง ประธานพรรคยูเอสดีพี หลังจากที่เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหภาพพม่า

แม้ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2553 รัฐบาลพม่าภายใต้สภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือเอสพีดีซี จะปฏิเสธการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและยินยอมให้คณะผู้สังเกตการณ์เลือกตั้งนานาชาติเข้ามาในพม่า รวมทั้งยังขึ้นบัญชีดำพรรคเอ็นแอลดีเป็นพรรคการเมืองนอกกฎหมาย แต่เพียง 1 สัปดาห์หลัง พรรคยูเอสดีพีได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง รัฐบาลพม่าก็ยกเลิกคำสั่งกักบริเวณ อองซานซูจีผู้นำพรรคเอ็นแอลดี และอีกเพียง 2 เดือนถัดมา ศาลสูงสุดของพม่าก็ยกเลิกการขึ้นบัญชีดำพรรคเอ็นแอลดีเป็นพรรคการเมืองนอกกฎหมาย

จุดเปลี่ยนที่น่าจับตาคือ หลังจากรัฐสภาพม่ามีมติให้เต็งเส่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือน มี.ค. 2554 และในเดือน ส.ค.ปีเดียวกันนี้ พรรคเอ็นแอลดีก็ขอจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่อีกครั้ง และอีกเพียง 1 สัปดาห์ถัดมา ประธานาธิบดีเต็งเส่งเชิญอองซานซูจีเข้าพบเพื่อหารือ หลังการพบปะวันนั้น อองซานซูจียืนยันพร้อมจะช่วยเหลือรัฐบาลในการสร้างความปรองดองและสันติภาพ

หลังจากนั้น รัฐบาลพม่าภายใต้การนำของเต็งเส่ง ก็ได้ทำในสิ่งที่สังคมโลกเรียกร้องกันมายาวนานกว่า 20 ปี นั่นคือ เริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมทั้งปล่อยตัวนักโทษการเมือง

และในเดือน พ.ย. 2554 ที่ประชุมผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียนก็มีมติให้พม่าเป็นประเทศผู้นำอาเซียนในปี 2557 ซึ่งบรรยากาศการเมืองภายในพม่าที่ผ่อนปรนมากขึ้น รวมทั้งท่าทีการยอมรับของกลุ่มอาเซียน ทำให้ตัวแทนรัฐบาลชาติตะวันตก อาทิ รมว.ต่างประเทศ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ เดินทางเยือนพม่าเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี

แม้รัฐบาลพม่า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีที่มาจากการสนับสนุนของกองทัพ จะผ่อนปรนแรงกดดันทางการเมืองลงไปมาก แต่สำหรับพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขายังไม่วางใจในอนาคตการเมืองพม่า

ขุนทุนอู ประธานพรรคสันนิบาตรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย หรือเอสเอ็นแอลดี อดีตนักโทษการเมือง ซึ่งเพิ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่นานนัก มองว่า ปัญหาสำคัญที่แท้จริงของพม่าคือความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ซึ่งดำเนินมากว่า 65 ปี หลังได้รับเอกราช แม้สังคมโลกจะเห็นว่าการเมืองในพม่าดีขึ้น แต่หากไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ปัญหาเช่นที่เคยเกิดขึ้นมา 65 ปี ก็อาจกลับมาอีก ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นรัฐธรรมนูญสำหรับสหพันธรัฐ ทุกเชื้อชาติมีสิทธิ มีความเท่าเทียมกัน

ด้าน ออวิน ประธานพรรคแนวร่วมมอญแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็มเอ็นดีเอฟ ก็เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองพม่านับจากนี้ไป เพราะหากไม่แก้ ความผาสุกที่ทุกคนหวังก็จะไม่เกิด ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาของประชาชน และประเทศชาติก็จะยังอยู่ในหายนะต่อไป

พรรคเล็กมองการเมืองพม่า 2015อาจเปลี่ยนแปลง

 

ขณะที่ ทาบา ประธานพรรคสันนิบาตอารกันเพื่อประชาธิปไตย หรือเอแอลดี ยืนยันจุดยืนว่า พวกเขาต้องการเห็นความผาสุกของประเทศโดยไม่จับอาวุธ แต่เรียกร้องประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และการยอมรับ พรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวม 28 พรรค และอองซานซูจีเห็นพ้องในหลักการร่วมกัน 3 ข้อ คือ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และการยอมรับเชื้อชาติ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการตั้งสหพันธ์พรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อทำงานร่วมกับอองซานซูจีและพรรคเอ็นแอลดี

“แม้จะยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่เราเชื่อว่าการที่อองซานซูจีและพรรคเอ็นแอลดีเข้าไปในสภาได้ น่าจะทำให้มีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค ซึ่งหากสามารถทำได้ เราเชื่อว่าการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้งในปี 2558 หรือ ค.ศ. 2015 เมื่อรัฐสภาชุดนี้ครบวาระ น่าจะมีโอกาสดีมากกว่าในขณะนี้” ทาบา คาดหวังต่อการเมืองพม่าในอนาคต

การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นความคาดหวังที่ไกลเกินไขว่คว้าในปัจจุบัน ซึ่งพรรครัฐบาลและตัวแทนกองทัพมีที่นั่งทั้งสภาสูงและสภาล่างมากกว่า 80% เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียงของทั้งสองสภารวมกันเกินกว่า 75% เพื่อสิทธิและความเป็นธรรม จึงเป็นความหวังในระยะเฉพาะหน้า

แต่นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่หยุดลงชั่วขณะด้วยกระบวนการเจรจาสันติภาพ ยังเป็นสิ่งที่กลุ่มชาติพันธุ์กังวล ว่ารัฐบาลพม่าจะจริงใจต่อการสร้างสันติภาพแค่ไหน โดยเฉพาะกลุ่มไทยใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในพม่า ขุนทุนอู มองเรื่องนี้ว่า บทเรียนจากอดีต สัญญาปางโหลงที่ให้สิทธิแต่ละกลุ่มพิจารณาแยกตัวออกจากสหภาพพม่า หลังได้รับเอกราช แต่พม่าก็ละเมิดสัญญาฉบับนี้ เพราะไม่มีคนกลาง เขาเห็นว่าการที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ จะทำข้อตกลงใดๆ กับรัฐบาลพม่าในช่วงนี้ จำเป็นจะต้องมีคนกลางหรือประเทศที่เป็นกลางมาเป็นพยาน

“แม้กระทั่งคะฉิ่น ซึ่งเคยทำสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่ามาเป็นสิบปี แต่ทุกวันนี้พม่าก็ยังส่งกองทัพเข้าโจมตีและไม่ยอมเจรจา เพราะที่ผ่านมาการทำสัญญาต่างๆ ไม่มีคนกลาง อย่างไรก็ตามเราเป็นนักการเมือง แต่หากรัฐบาลพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ยังเลือกอาวุธเป็นทางแก้ปัญหาก็คงไม่มีทางออก ผมเคยเสนอต่อ บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ให้กลับมาดูปัญหานี้ควบคู่ไปกับปัญหาทางการเมือง โดยเสนอให้สหประชาชาติเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจา เพราะหากไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาตลอด 65 ปีก็จะกลับมาอีก”

แต่ภายใต้ปัญหาก็ใช่ว่าจะไร้ความหวัง นักกิจกรรมทางสังคมกลุ่มหนึ่งในย่างกุ่ง วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองพม่าอย่างน่าสนใจ โดยวิเคราะห์สภาพของกองทัพ ซึ่ง 20 ปีที่ครองอำนาจ มีเพียงกลุ่มนายทหารระดับสูงเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ ขณะที่ปัญหาต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นกลับเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

“ทหารระดับล่างจำนวนมากและระดับสูงอีกจำนวนหนึ่ง พวกเขามีความคิดที่ผสานการปฏิบัติเข้ากับอุดมคติ ซึ่งเป็นผลพวงการเรียนรู้มาจากการต่อสู้ของประชาชนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เห็นว่า พม่ากำลังเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ”

แม้โครงสร้างทางการเมืองของพม่าจะยังไม่แตกต่างจากเดิม นั่นคือ รัฐสภาซึ่งมีที่มาจากกองทัพ และรัฐบาลที่ยังไม่เป็นอิสระจากกองทัพ แต่การดำเนินการทางการเมืองหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของ เต็งเส่ง ก็ทำให้พวกเขามีความหวังอยู่บ้าง

พวกเขาเห็นว่า เต็งเส่งเป็นลูกชาวนาจากอิรวดี ไม่ใช่ชนชั้นนำที่ขึ้นมามีอำนาจ จึงเข้าใจปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนเป็นอย่างดี และประวัติที่ผ่านมา เต็งเส่งไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาว แต่มีความซื่อสัตย์ ภักดีต่อผู้บังคับบัญชา ทำให้เต็งเส่งเป็นผู้ที่น่าไว้วางใจ

ที่สำคัญ อดีตนายทหารซึ่งวันนี้มีตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของสหภาพพม่า เป็นผู้ที่ชอบศึกษาเรียนรู้และอ่านหนังสือ ดังนั้นเต็งเส่งจึงเป็นผู้ที่ประสานแนวคิดทางการปฏิบัติจริงและอุดมคติเข้ากันได้ด้วยดี

“หลังได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เต็งเส่งได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้สมัยที่เขาเป็นรองประธานเอสพีดีซี ไม่ค่อยมีใครรู้จักเขามากนัก เขาทำเรื่องที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำ แต่ทำให้ประชาชนพอใจมาก เช่น ระงับการก่อสร้างเขื่อนมิตซ่งกั้นแม่น้ำอิรวดีในรัฐคะฉิ่น ระงับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทวาย ที่สำคัญเขาสัญญากับประชาชนว่า นับจากนี้ไปทรัพยากรที่ค้นพบขึ้นใหม่ จะมีไว้สำหรับประชาชน ไม่ใช่บริษัทต่างชาติ”

หากชัยชนะของเอ็นแอลดีและบทบาททางการเมืองในรัฐสภาของอองซานซูจี คือความหวังการเปลี่ยนแปลงในพม่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าฝ่ายรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งยินยอมเปิดทางให้อองซานซูจีนำสมาชิกพรรคเข้าสู่ระบบและโครงสร้างทางการเมืองได้ ย่อมต้องเล็งเห็นถึงโอกาสการร่วมมือเพื่อประโยชน์ของกันและกัน

ภายใต้การกุมอำนาจของกองทัพและรัฐบาล แม้มิอาจหวังการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด แต่อย่างน้อยการรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2557 เต็งเส่งและรัฐบาลพม่าย่อมต้องวางเกมที่ตนเองเป็นฝ่ายได้มากกว่าเสีย ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2558 ที่อาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI