posttoday
แฉข้อมูลไอเออีเอ "หยาบ-ไม่น่าเชื่อถือ" อิงแต่ข่าวกรองมักัน-ยิว

แฉข้อมูลไอเออีเอ "หยาบ-ไม่น่าเชื่อถือ" อิงแต่ข่าวกรองมักัน-ยิว

27 มีนาคม 2555

อดีตหัวหน้าไอเออีเอชี้ รายงานกล่าวหาอิหร่านลอบสร้างนิวเคลียร์ของไอเออีเอขาดความน่าเชื่อถือ

อดีตหัวหน้าไอเออีเอชี้ รายงานกล่าวหาอิหร่านลอบสร้างนิวเคลียร์ของไอเออีเอขาดความน่าเชื่อถือ เหตุใช้ข้อมูลตะวันตกด้านเดียว แนะแผนคว่ำบาตรอิหร่านไร้ผล

ฮานส์ บิก อดีตผู้อำนวยการองค์การปรมาณูสากลระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) และอดีตหัวหน้าคณะผู้สำรวจด้านการตรวจสอบอาวุธจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีรา สำนักข่าวชื่อดังของอาหรับ โดยระบุว่า การเปิดเผยรายงานของไอเออีเอ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมีใจความสำคัญระบุว่า อิหร่านกำลังแอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ขาดความน่าเชื่อถืออย่างมาก

บิก ให้เหตุผลว่า เป็นเพราะที่มาของข้อมูลซึ่งนำมาจัดทำรายงานฉบับดังกล่าวนั้นขาดที่มาของแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย พร้อมทั้งชี้ด้วยว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มาล้วนมาจากสหรัฐและอิสราเอลเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นศัตรูกับอิหร่าน

“ในมุมมองของผม คณะผู้จัดทำรายงานไอเออีเอต้องตรวจสอบและประเมินข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะมิเช่นนั้นพวกเขาอาจจะตกเป็นเครื่องมือของคนอื่น” บิก กล่าว

นอกจากนี้ บิก ยังได้ยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อนว่า ไอเออีเอเคยได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดเกี่ยวกับการแอบลักลอบซื้อขายสารยูเรเนียมออกไซด์ หรือเค้กเหลือง เพื่อใช้ผลิตอาวุธร้ายแรงของอิรักกับไนเจอร์มาแล้วครั้งหนึ่ง จนนำไปสู่การใช้เป็นข้ออ้างการทำสงครามกับอิรักของ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ

“ผมจำได้ว่าเมื่อปี 2545–2546 คณะผู้สำรวจและตรวจการณ์ด้านนิวเคลียร์ของไอเออีเอได้รับเอกสารชิ้นหนึ่งซึ่งระบุเกี่ยวกับความพยายามซื้อยูเรเนียมออกไซด์ ซึ่ง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดี สหรัฐ นำไปใช้อ้างเหตุในการก่อสงครามกับอิรักในเวลานั้น แต่จากการตรวจสอบต่อมา เราพบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม อีกทั้ง โมฮัมเหม็ด เอบาลาเด ผู้อำนวยการไอเออีเอในเวลานั้น ยืนยันในภายหลังว่าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของจริง และถูกปลอมแปลงขึ้นมา สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแล้วว่าไอเออีเอจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน” บิก กล่าว

นอกจากนี้ บิก ยังกล่าวหาอังกฤษอีกด้วยว่ามีส่วนสำคัญในการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับภัยคุกคามที่เกิดจากอาวุธร้ายแรงที่อิรักครอบครองอยู่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้อังกฤษมีข้ออ้างที่ชอบธรรมในการทำสงครามถล่มอิรักร่วมกับสหรัฐเมื่อปี 2546

แฉข้อมูลไอเออีเอ "หยาบ-ไม่น่าเชื่อถือ" อิงแต่ข่าวกรองมักัน-ยิว

 

อดีตผู้อำนวยการไอเออีเอยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของชาติตะวันตกที่โจมตีอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านไม่อนุญาตให้คณะผู้สำรวจจากไอเออีเอเดินทางเข้าไปสำรวจในฐานทัพทหารปาร์ชิน โดยระบุว่า เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ประเทศใดๆ ก็ไม่อยากให้ต่างชาติเข้าไปล่วงรู้ถึงกิจการภายในความมั่นคงทางทหารของประเทศนั้นๆ

อีกทั้งคณะผู้สำรวจจากไอเออีเอก็เคยไปสำรวจที่นั่นมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ไปก็ไม่เคยมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอที่จะชี้ให้เห็นว่าอิหร่านกำลังแอบลักลอบพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ดังนั้น ในแง่ของการตรวจสอบกิจกรรมความเคลื่อนไหวด้านพลังงานนิวเคลียร์ อิหร่านจึงมีความโปร่งใสมากกว่าหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอิสราเอลซึ่งมีข่าวลือกันว่าแอบครอบครองหัวรบอาวุธนิวเคลียร์ไว้ถึง 200-400 ลูก ทั้งๆ ที่ข้อตกลงว่าด้วยการไม่เผยแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (เอ็นพีที) จำกัดการถือครองอาวุธนิวเคลียร์ไว้แค่ 5 ชาติมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคงถาวรแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เท่านั้น

แต่อิสราเอลกลับไม่เคยให้ไอเออีเอเข้าตรวจสอบเลย นอกจากนั้นก็ยังปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในข้อตกลงเกี่ยวกับการควบคุมด้านพลังงานนิวเคลียร์ในระดับนานาชาติทุกฉบับอีกด้วย

บิก กล่าววิจารณ์อิสราเอลที่ขู่ว่า พร้อมจะใช้กำลังกับอิหร่านทันที เนื่องจากหากอิหร่านมีนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ โดยระบุว่าหากเป็นจริงตามที่อิสราเอลกล่าวหา อิหร่านคงจะมีอาวุธนิวเคลียร์ครอบครองไปตั้งนานแล้ว

บิก ให้ข้อเสนอแนะแก่ชาติตะวันตกว่า ควรเปลี่ยนแนวทางการเผชิญหน้าและกดดันที่ใช้กับอิหร่านอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้แล้ว

“ตะวันตกไม่ฉลาดเลยที่จะใช้วิธีการกดดันอิหร่านอย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเนื่องจากเหล่าประเทศตะวันตกปฏิบัติกับอิหร่านเหมือนกับบ่าวกำลังคุยอยู่กับเจ้านาย” บิก กล่าว

วิธีการที่ใช้อยู่ คือ การทำให้อิหร่านยอมตะวันตก และเชื่อว่าการกดดันทั้งการคว่ำบาตรการเงินและอุตสาหกรรมน้ำมันต่ออิหร่าน จะทำให้อิหร่านต้องก้มหัวให้กับตะวันตกก่อน เป็นวิธีการที่ไร้ซึ่งความหวังที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาได้

คำกล่าวของ บิก สอดคล้องกับรายงานของเอเอฟพีที่ออกมาระบุเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่า ทั่วโลกกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะวิกฤตน้ำมัน (ออยล์ช็อก) หรือภาวะที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ภายหลังจากที่ตะวันตกเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านรุนแรงขึ้น จนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ราคาน้ำมันได้พุ่งสูงขึ้นถึง 20%

ด้าน อาลี อัสการ์ เปิดเผยกับบีบีซี สำนักข่าวจากอังกฤษ ว่า การคว่ำบาตรของตะวันตกต่ออุตสาหกรรมน้ำมันอิหร่านไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์อิหร่านแต่อย่างใด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกำลังสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทั่วไปในอิหร่านมากกว่า

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา