
ได้เวลาพลิกขั้วจุดเปลี่ยนสงครามค่าเงิน
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวของประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้นักวิเคราะห์ประเมินกันว่าสงครามการค้าระหว่างประเทศขนาดย่อมๆ จะยังคงดำเนินต่อไปในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีสงครามค่าเงินผนวกรวมเข้ามาด้วยชนิดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ตาม ความร้อนแรงของสงครามค่าเงินในปีนี้จะไม่ได้อยู่ที่ซีกโลกตะวันตกเหมือนที่เคยปะทุขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่เป็นบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Countries) นำโดย จีน มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งแห่งเอเชีย ที่อาจจะรวนระบบการเงินโลกจนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
ทั้งนี้ สงครามค่าเงินครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจเสริมสภาพคล่องด้วยการปั๊มเงินเข้าระบบมูลค่ามหาศาล (คิวอี) จนค่าเงินสหรัฐที่ค้าขายกันอยู่ทั่วโลกอ่อนลง และทำให้สกุลเงินหลักอื่นๆ เช่น เยนของญี่ปุ่น หรือ ฟรังก์สวิส ของสวิตเซอร์แลนด์ แข็งค่าขึ้นอย่างชัดเจน
เรียกได้ว่า เล่นเอาระบบสกุลเงินโลกต้องเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนครั้งใหญ่ เพราะแทนที่มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้สินค้าส่งออกของสหรัฐได้เปรียบด้านราคาอย่างที่มุ่งหวังไว้ กลับกลายเป็นว่าเงินทั้งหมดไปกระจุกอยู่ในมือของนักเก็งกำไร กลายเป็นทุนร้อนไหลออกจากระบบไปเก็งกำไรในประเทศกำลังพัฒนาหรือตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่แทน
หลายประเทศที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐเลยจำต้องหามาตรการปกป้องตนเอง ทั้งการตั้งกำแพงภาษี หรือการลดค่าเงินแข่งกัน จนท้ายที่สุดเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ก็แทบหมดแรง
เนื่องจากค่าเงินที่แข่งกันอ่อน ทำให้การนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตมีราคาแพง เป็นต้นทุนภาระหนักที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ ขณะที่ความต้องการสินค้าก็ลดลง
แม้ว่าฝันร้ายดังกล่าวจะบรรเทาลงไปบ้างแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่า สงครามค่าเงินน่าจะยังคงมีอยู่ในช่วง 23 ปีนี้แน่นอน โดยมีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นผู้จุดชนวนสงครามขึ้นมาแทน อันเป็นผลพวงจากนโยบายที่เอื้อให้สกุลเงินของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อ่อนค่าลงก่อนหน้านี้ เพื่อสู้กับเงินเหรียญสหรัฐ พ่วงด้วยเงื่อนไขในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว ซึ่งอาจบานปลายทำให้การลงทุนในตลาดผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงและกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่โตของการค้าระหว่างประเทศ
สิ่งที่ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มอดคิดไม่ได้ว่าอาจเกิดสงครามค่าเงินขึ้นในภูมิภาคก็คือ การเข้ามาแทรกแซงค่าเงินเยนของรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยการให้ธนาคารกลางของประเทศพิมพ์เงินเข้าระบบมูลค่าหลายพันล้าน เพื่อให้สินค้าที่ส่งออกมีราคาถูก ขายได้มาก นำเงินเข้าประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังซบเซาและถดถอยอย่างหนัก จนเงินเยนสามารถลดลงมามากกว่า 10% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์เริ่มส่งคำเตือนออกมาแล้วว่า ค่าเงินเยนที่ปรับลดลงมาอย่างต่อเนื่องอาจกดดันให้จีนพิจารณานโยบายแทรกแซงเงินหยวนอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังเดินหน้าชะลอตัวลงพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงด้วยเช่นกัน
และแน่นอนว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของจีนอย่างสหรัฐก็อดที่จะรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ไม่ได้
เพราะที่ผ่านมา แม้สหรัฐจะพยายามบีบให้จีนลอยตัวค่าเงินหยวนให้เป็นไปตามกลไกตลาดมาโดยตลอด และแม้ว่าจีนจะยอมผ่อนนโยบายค่าเงินของตนเอง แต่โดยรวมแล้วเงินหยวนของจีนก็ยังคงเป็นหนึ่งในสกุลเงินสำคัญของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ยังอ่อนกว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย รูปีของอินเดีย เปโซของเม็กซิโก หรือแรนด์ของแอฟริกาใต้ ต่างปรับตัวแข็งค่าขึ้นมาประมาณ 510% นับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เงินหยวนยังอ่อนค่าอยู่เมื่อเทียบกับสกุลเหรียญสหรัฐ สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่เคยไปได้สวยในขณะนี้กำลังชะลอตัวลง จนนักวิเคราะห์ทั่วโลกเกรงว่าจีนอาจจะประสบกับภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินไปได้ (ฮาร์ดแลนดิง)
โดยเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา จีนต้องเจอกับการขาดดุลทางการค้าอย่างหนักและคิดเป็นมูลค่ามากที่สุดในรอบมากกว่า 10 ปี ขณะที่บรรดากิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่ภาคอสังหาริมทรัพย์ ปริมาณความต้องการแร่ ตลอดจนจำนวนเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ต่างก็ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นเดียวกัน
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้มากที่จีนจะพิจารณาใช้แผนลดค่าเงินหยวน ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลายก็ย่อมได้รับผลสะเทือนด้วยเช่นกัน
อัลเบิร์ต เอ็ดวาร์ดส นักกลยุทธ์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนรัล (ซอคเจน) กล่าวว่า ลักษณะเศรษฐกิจที่พึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างมากของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ทำให้การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในอีกประเทศหนึ่งส่งผลกระทบต่ออีกประเทศหนึ่งอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เอ็ดวาร์ดส ได้หยิบยกวิกฤตการณ์การเงินในปี 2540 เป็นตัวอย่าง โดยชี้ว่า ก่อนหน้าที่วิกฤตจะเกิดขึ้น ช่วงประมาณปี 2538-2540 ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นลดลงอย่างมากและต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์จนก่อให้เกิดสงครามระดับย่อมๆ ในภูมิภาคเอเชีย จากการที่ประเทศต่างๆ แข่งขันกันลดค่าเงิน บิดเบือนกลไกตลาดจนเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดวิกฤตหายนะทางการเงินในเอเชีย และเลวร้ายถึงขั้นที่ทำให้ภาคการเงินของภูมิภาคล่มสลายในปี 2540-2541
ดังนั้น สถานการณ์ในปัจจุบันที่ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าลดค่าเงินเยน ย่อมทำให้นักวิเคราะห์เริ่มหวาดเกรงว่าประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย เพียงแต่หนนี้อาจหนักหนาสาหัส เพราะจีนซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าเงินในปี 2540 มากนัก อาจเลือกใช้การลดค่าเงินหยวนตอบโต้คืน เนื่องจากจีนกำลังเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
“นักลงทุนจากทั่วโลกสมควรจับตามองค่าเงินหยวนของจีนอย่างใกล้ชิด” เอ็ดวาร์ดส นักกลยุทธ์จากธนาคารซอคเจนกล่าว
ด้าน นีล แมคคินนอน นักเศรษฐศาสตร์จากวีทีบี แคปิตอล ธนาคารสัญชาติรัสเซีย กล่าวว่า จีนในขณะนี้ไม่น่าจะทำให้ค่าเงินหยวนแข็งค่ามากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้แน่นอน ประกอบกับการที่ภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังเปลี่ยนจากโตอย่างสดใสเป็นเชื่องช้าหงอยเหงา ก็อดที่จะทำให้สถานการณ์ค่าเงินของภูมิภาคน่าเป็นห่วงไม่ได้
ความเห็นของ แมคคินนอน สอดคล้องกับ สตีเฟน เจน นักวิเคราะห์จากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ เอสแอลเจ แมคโคร พาร์ทเนอร์ ซึ่งระบุว่า ถ้าพิจารณาตัวเลข 15% ของเงินเฟ้อค่าจ้าง (Wage Inflation) จีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามากกว่าจะมองที่เงินเฟ้อราคาสินค้า (Goods Price Inflation) ค่าเงินหยวนอาจจะมาถึงจุดสมดุลแล้ว
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ตามความเห็นของ เจน เงินหยวนต่อจากนี้ไม่น่าจะแข็งค่าขึ้นมากกว่านี้ และค่าเงินของจีนมีแนวโน้มว่าอาจลดลงเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วนักลงทุนทั่วโลกยังมั่นใจในอนาคตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ได้หรือไม่ ขณะที่ท่าทีของจีนในเรื่องค่าเงินก็ยังคงเป็นที่เคลือบแคลง
คำตอบก็คือ ไม่มีใครรู้ แต่ที่เห็นสัญญาณได้แน่ชัดต่อจากนี้ก็คือว่า โลกคงได้รับฟังวาทะเผ็ดร้อนในการโจมตีเรื่องนโยบายค่าเงินของบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นแน่







