posttoday
อียู 25 ชาติบรรลุ "ข้อตกลงวินัยการคลัง" หวังฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนคืนยุโรป

อียู 25 ชาติบรรลุ "ข้อตกลงวินัยการคลัง" หวังฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนคืนยุโรป

04 มีนาคม 2555

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภูมิภาคยุโรปต้องเผชิญหน้าทั้งข่าวดีและข่าวร้ายไปพร้อมๆ กัน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ภูมิภาคยุโรปต้องเผชิญหน้าทั้งข่าวดีและข่าวร้ายไปพร้อมๆ กัน

ข่าวดี คือ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) 27 ชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้บรรลุการเจรจาร่วมกันและพร้อมใจลงนามในข้อตกลงวินัยทางการคลัง

จุดประสงค์หลักๆ ก็เพื่อเป็นเครื่องรับประกันให้บรรดานักลงทุนทั่วโลกมั่นใจได้ว่า ต่อจากนี้ไปบรรดาชาติต่างๆ ในยุโรปจะมีกฎกติกาบังคับใช้อย่างชัดเจน บทลงโทษที่เข้มงวดและการตรวจสอบอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้ชาติสมาชิกยูโรโซนต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและวิกฤตหนี้สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ข้อตกลงวินัยการคลังดังกล่าว ที่ประเทศอังกฤษและสาธารณรัฐเช็กยังไม่ร่วมลงนามรับรองด้วยนี้ เป็นผลลัพธ์จากการประชุมสุดยอดผู้นำสหภาพยุโรป เมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่ได้เห็นพ้องต้องกันว่า การแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรปนั้นจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจแก่ตลาดให้กลับคืนมา

และหนึ่งในการฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็คือการให้คำรับรองและหลักที่จะรับประกันว่าต่อไปนี้ การดำเนินนโยบายการเงินของชาติต่างๆ ในยุโรปจะไม่มีการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยจนเป็นหนี้อีก

สำหรับข้อตกลงวินัยการคลังที่บรรดาผู้นำอียู 25 ชาติลงนามไปนั้น จะมีผลใช้บังคับทันทีที่มีชาติสมาชิกอย่างน้อย 12 ประเทศ ให้สัตยาบรรณโดยรัฐสภาของแต่ละชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ข่าวดีอีกข่าวหนึ่งก็คือโครงการปล่อยสินเชื่อระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ หรือปฏิบัติการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาว (แอลทีอาร์โอ) รอบที่ 2 ของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ประกาศใช้ไปแล้วเมื่อ 29 ก.พ. ปรากฏว่ามีธนาคารตลอดจนสถาบันการเงินที่ขอเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้มากกว่า 800 แห่ง

 

อียู 25 ชาติบรรลุ "ข้อตกลงวินัยการคลัง" หวังฟื้นเชื่อมั่นนักลงทุนคืนยุโรป

ในส่วนของยอดเงินกู้สำหรับครั้งนี้มีจำนวนมูลค่าสูงถึง 5.3 แสนล้านยูโร (ราว 21.2 ล้านล้านบาท)

ทั้งนี้ ปริมาณเงินกู้และจำนวนธนาคารและสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการของอีซีบีในครั้งนี้ถือว่ามีมากกว่าเมื่อครั้งที่มีการปล่อยสินเชื่อในระยะยาวดอกเบี้ยต่ำครั้งแรกของอีซีบีเมื่อเดือน ธ.ค. 2554 โดยในครั้งนั้นมีจำนวนธนาคารขอเข้ารับสินเชื่อเพียง 523 แห่ง และมีจำนวนการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด 4.89 แสนล้านยูโร

ผลจากการที่มีธนาคารและจำนวนการปล่อยสินเชื่อที่มากขึ้น ทำให้เกิดความคาดหวังกันว่าเงินจำนวนมากที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อในครั้งนี้จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจ อีกทั้งยังจะช่วยสร้างสภาพคล่องให้กับภาคธนาคารและการเงินของยุโรป และยังจะช่วยให้ต้นทุนในการขอกู้เงินของภาครัฐลดต่ำลง

ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อระยะยาวจากอีซีบีที่ประกาศออกมาทั้งสองครั้งนั้น มีเงื่อนไขให้ชำระคืนได้ถึง 3 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่ที่ 1% เท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์หลักของโครงการปล่อยกู้ทั้งสองครั้งของอีซีบีก็คือการมุ่งช่วยกระตุ้นให้ภาคธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อสู่ภาคธุรกิจที่กำลังเกิดภาวะตึงตัวอย่างหนักทั่วยุโรปในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวดีเกิดขึ้นให้นักลงทุนทั่วโลกคลายความวิตกกังวล แต่ข่าวร้ายก็คือ สำนักงานสถิติยุโรป (ยูโรสแต็ต) เปิดเผยว่า อัตราการว่างงานของกลุ่มยูโรโซน 17 ชาติ ในเดือน ม.ค. พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการก่อตั้งเงินกลุ่มยูโรโซนเมื่อปี 2542 ที่ 10.7% โดยมากกว่าเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 10.6%

ขณะเดียวกัน ผลสถิติยังระบุอีกว่า อัตราการว่างงานของอียูในเดือน ม.ค. ก็อยู่ในสภาวะเลวร้ายไม่แพ้กัน โดยอยู่ที่ 10.1% ซึ่งมากขึ้นกว่าเมื่อเดือน ธ.ค. 2554 ซึ่งอยู่ที่ 10%

จากตัวเลขที่ออกมานั้น เผยให้เห็นว่ามาตรการรัดเข็มขัดที่ใช้สู้กับวิกฤตหนี้ของยุโรปเริ่มจะส่งผลกระทบต่อประชาชนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการที่ยูโรสแต็ตเปิดเผยอีกว่า อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสวนทางกับความต้องการของอีซีบีที่จะให้คงอยู่ในระดับที่ 2% โดยในเดือน ก.พ. อยู่ที่ 2.7% เพิ่มขึ้นจากเดือน ม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 2.6% แสดงให้เห็นว่า ประชาชนในภูมิภาคเริ่มประสบภาวะข้าวยากหมากแพงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ด้านประเทศกรีซ แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือรอบ 2 มูลค่า 1.3 แสนล้านยูโรจากอียู และสามารถบรรลุ “ข้อตกลงสวอปหนี้” กับเจ้าหนี้กรีซ ที่จะยอมสละหนี้ลง 53.5% เพื่อแลกกับพันธบัตรฉบับใหม่ที่มีมูลค่าและผลตอบแทนต่ำกว่าเดิม ซึ่งทำให้ความกังวลว่ากรีซจะผิดนัดชำระหนี้ได้ผ่อนคลายลงไป

แต่บรรดาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำกลับไม่เห็นไปตามนั้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) และมูดี้ส์ ได้พร้อมใจกันเฉือนเครดิตกรีซลงสู่ระดับความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้บางส่วน พร้อมให้เหตุผลว่ากรีซยังคงเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้อยู่ ถ้าหากว่าข้อตกลงการสวอปหนี้ยังคงไม่ได้รับการยืนยันจากเจ้าหนี้ทั้งหมด

จี20 ลั่นยุโรปต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน

รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (จี20) ออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมที่กรุงเม็กซิโกซิตี ว่า จะไม่สนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในการช่วยยุโรปแก้วิกฤตหนี้ จนกว่ายุโรปจะเพิ่มเงินทุนในกองทุนช่วยเหลือชาติสมาชิกที่ประสบวิกฤตหนี้เสียก่อน เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากการลุกลามของวิกฤต

ขณะเดียวกัน กุยโด แมนเตกา รัฐมนตรีคลังบราซิล ได้ยื่นเงื่อนไขให้ยุโรปว่า ชาติกำลังพัฒนาจะยอมให้เงินช่วยเหลือไอเอ็มเอฟก็ต่อเมื่อ 1.ยุโรปเพิ่มเกราะป้องกันตัวเอง 2.ชาติกำลังพัฒนามีอำนาจตัดสินใจในไอเอ็มเอฟมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน