
โลกมองไทย
บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.
บลูมเบิร์ก เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 13 ก.พ.
ว่า ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทยช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ความไม่สงบอื่นๆ ในต่างประเทศ นับได้ว่าเป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งดูจะปกคลุมด้วยความมืดมนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอยู่ในขณะนี้
รายงานระบุว่า ช่วงทศวรรษ 50 เป็นต้นมา ได้เกิดทฤษฎีใหม่ที่มีชื่อเรียกว่า ทฤษฎีภาวะทันสมัย (Modernization Theory) ซึ่งระบุว่า ชนชั้นกลางที่มีการศึกษาในสังคมจะเป็นกุญแจสำคัญสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพราะกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นแกนหลักในการเรียกร้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ทว่า ผู้คิดค้นทฤษฎีดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านทุนนิยมและอิทธิพลของระบบทุนนิยมต่อระบอบประชาธิปไตย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งในความเห็นของผู้เขียนนั้น พยายามสร้างระบอบประชาธิปไตยแบบ “โชว์เดี่ยว” จนถูกต่อต้านอย่างหนักจากหลายกลุ่มในสังคม
ผู้เขียนมองว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริง ทว่าตลอดระยะเวลาที่เป็นผู้นำประเทศ การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อ การใช้ความรุนแรงเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือการละเมิดอำนาจศาล ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อวิถีทางแห่งประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
พ.ต.ท.ทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของระบบ “ทุนนิยมพวกพ้อง” (Crony Capitalism) จากการใช้อำนาจหน้าที่ช่วยเหลือครอบครัวและคนสนิทใกล้ชิด
การปกครองประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกระบบทุนนิยมครอบงำ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศไม่เพียงแต่ในไทยเท่านั้น







