
เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน
เพราะ “ความสำเร็จของผู้ชายทุกคนมักมีผู้หญิงอยู่เบื้องหลังเสมอ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในขณะนี้ชาวอเมริกันกำลังจับตา
โดย...ลภัสรดา ภูศรี
เพราะ “ความสำเร็จของผู้ชายทุกคนมักมีผู้หญิงอยู่เบื้องหลังเสมอ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในขณะนี้ชาวอเมริกันกำลังจับตามองบรรดาผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน ซึ่งกำลังเร่งมือทำคะแนนกันอย่างแข็งขันเพื่อแย่งชิงเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้แทนเลือกตั้ง (Delegate) ทั้งหมด 1,144 เสียง จากการหยั่งเสียงขั้นต้นทั้งหมด 50 รัฐ ให้ได้อยู่ในครอบครองมากที่สุด เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในวันที่ 6 พ.ย.ปีนี้ อย่างใจจดใจจ่อแล้ว
ชาวอเมริกันจำนวนมากก็แบ่งสายตาไปเพ่งเล็ง “ศรีภรรยาคนสวย” ของบรรดาผู้สมัคร หรือผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็น “สตรีหมายเลขหนึ่ง” ของสหรัฐคนต่อไปไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
โดยหนึ่งในรายชื่อ “ว่าที่เฟิสต์เลดีแห่งสหรัฐ” คงมีชื่อของ แอนด์ รอมนีย์ ภรรยาคนสวยข้างกายของ มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ วัย 62 ปี คู่แข่งคนสำคัญที่โดดเด่นที่สุดในศึกครั้งนี้ ซึ่งสามารถกวาดคะแนนเสียงเดลิเกตได้แล้วถึง 95 เสียง ติดโผอยู่อย่างแน่นอน
ว่ากันว่าผู้หญิงที่ชื่อ แอนด์ เดวีย์ หรือแอนด์ รอมนีย์ คือผู้ที่สามารถขัดเกลาให้ผู้ชายที่ชื่อ “มิตต์ รอมนีย์” จากที่เคยเป็น “ผู้ชายนิสัยแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา” ให้กลายเป็น “ผู้ชายเฟรนด์ลีน่ารักน่าเลิฟ” มากขึ้นทีเดียว
หากไม่นับรวมการตระเวนทำงานการกุศลในฐานะ “เฟิสต์เลดีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์” ระหว่างปี 2546-2550 จะเห็นได้ว่าประวัติการทำงานของ แอนด์ รอมนีย์ ในฐานะแม่บ้านเลี้ยงลูกธรรมดาๆ คนหนึ่งนั้น ไม่โดดเด่นเตะตาเท่าที่ควร
ทว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ถือว่า “โชกโชน” อย่างมาก เพราะนอกจาก แอนด์ ต้องต่อสู้และเอาชนะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเมื่อปี 2541 แล้ว ในขณะนี้ แอนด์ ยังต้องเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมอีกครั้ง โดยที่ยังสามารถเดินสายเคียงคู่ มิตต์ ไปร่วมขบวนหาเสียงเลือกตั้งสนับสนุนสามีในรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐอีกด้วย
มิตต์ รอมนีย์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมภรรยาหลังสามารถเอาชนะกับโรคร้ายหลายต่อหลายครั้งได้อย่างสง่าผ่าเผยว่า “แอนด์เป็นหญิงนักสู้และเป็นผู้ชนะตัวจริง และนั่นจะเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญที่แอนด์สามารถทำเพื่อประเทศในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งได้เป็นอย่างดี”
เช่นเดียวกับที่ แอนด์ กล่าวชื่นชมในตัวสามีที่อุทิศร่างกายดูแลอย่างเต็มเหนี่ยวไร้เหน็ดเหนื่อย จนทำให้ตนสามารถเอาชนะโรคร้ายมาได้
ความรักอันยั่งยืนยงระหว่าง แอนด์ และมิตต์ รอมนีย์ เป็นที่กล่าวขานในหมู่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าจะครองรักมายาวนานกว่า 43 ปี และมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายถึง 5 คน ซึ่งตอนนี้โตเป็นชายหนุ่มสุดหล่อกระชากใจสาว แต่ทั้งสองยังคงกะหนุงกะหนิงกันดังคู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างไรอย่างนั้น
“ทั้งคู่ยังคงเดินจับมือกัน เรียกกันว่าที่รักตลอดเวลา และที่สำคัญประวัติชีวิตการแต่งงานของทั้งคู่ไม่มีความด่างพร้อยใดๆ ให้นักข่าวขุดคุ้ยหาที่ติเลยอีกด้วย” นักข่าวเอเอฟพี กล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ แอนด์ รอมนีย์ เป็นนั้น แตกต่างกับอีกหนึ่งคู่แข่งชิงตำแหน่ง “เฟิสต์เลดี” ราวฟ้ากับเหว นั่นก็คือ คาริสตา กิงกริช ศรีภรรยาคนปัจจุบันของ นิวต์ กิงกริช อดีตประธานสภา ซึ่งไล่ตีตื้นทำคะแนนจนสามารถเข้าวินมาเป็นตัวเต็งอันดับ 2 ของการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้
เพราะเส้นทางกว่าที่ทั้งคู่จะได้ครองรักกัน ช่างดุเดือดและฉาวโฉ่ไม่แพ้ใคร
และหากจะให้ไล่เรียงประวัติชีวิตรักของตัวเก็งประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง กิงกริช ถือว่าเป็น “เสือผู้หญิง” เลยทีเดียว
คาริสตา กิงกริช คือภรรยาคนที่ 3 ซึ่งมีอายุห่างจากนิวต์ถึง 23 ปี โดยระหว่างที่ นิวต์ และคาริสตา เกิดสปาร์กรักขึ้นมาในช่วงการรณรงค์หาเสียงนั้น เป็นช่วงที่นิวต์ยังคงแต่งงานอยู่กับ มาเรียน กินเธอร์ อดีตภรรยาคนที่ 2 อยู่
ทว่า ทั้งคู่ก็ดอดมาพลอดรักหนุงหนิงแบบไม่แคร์สื่อมานานถึง 7 ปี ก่อนที่ นิวต์ จะหย่าขาดจาก มาเรียน
หนำซ้ำในระหว่างที่ นิวต์ ฟ้องหย่าขาดกับ มาเรียน นั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ มาเรียน เพิ่งรู้ว่าตนเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อันเป็นผลมาจากความเครียดเรื่องชีวิตคู่นั่นเอง
ด้วยความแค้นที่ถูกสวมเขาและทอดทิ้งให้ทนป่วยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ว่าแล้ว มาเรียน จึงวางบอมบ์อดีตสามีจอมเจ้าชู้ด้วยการออกมาแฉอย่างหมดเปลือกถึงสารพัด “ความเลว” ของผู้ชายที่ชื่อ นิวต์ กิงกริช ว่าไร้ซึ่งจริยธรรม และไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าหากวันนั้นไม่ไปพบว่า นิวต์ และคาริสตา กำลังบรรเลงรักในห้องนอนของฉันในบ้านที่วอชิงตันแล้วละก็ วันนี้ฉันก็คงต้องถูกสวมเขาต่อไป” มาเรียน เล่าย้อนเหตุการณ์ด้วยความแค้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ มาเรียน จับได้ว่า นิวต์ และคาริสตา แอบมาเล่นชู้หยามหน้ากันถึงในบ้าน ทว่า นิวต์กลับไม่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองเลยแม้แต่น้อย
หนำซ้ำ นิวต์ ยังขอให้ มาเรียน ยอมรับ คาริสตา เป็นภรรยาน้อยของตนอีกด้วย!
“นิวต์ต้องการมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นแบบเปิดเผย ทั้งๆ ที่เรายังแต่งงานกันอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับไม่ได้จริงๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแต่งงาน” มาเรียน กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ นิวต์ และมาเรียน แต่งงานกัน นิวต์ กำลังใช้ชีวิตคู่อยู่กับ แจ็กกี แบตลีย์ อดีตภรรยาคนแรก ซึ่งมีอายุแก่กว่านิวต์ถึง 7 ปี โดยที่ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน
ว่ากันว่าสาเหตุที่ นิวต์ หย่าขาดจาก แจ็กกี เพราะนิวต์มองว่าแจ็กกี “แก่” และ “ไม่สวยพอ” ที่จะเป็นเฟิสต์เลดีหากเขาได้ขึ้นเรืองอำนาจเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐจริงอีกด้วย
ขณะที่ นิวต์ กิงกริช กำลังถูกอดีตคนเคยรักโจมตีในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่กำลังมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญอยู่ในขณะนี้
อีกหนึ่งม้ามืดมาแรงท็อปทรีในศึกเลือกตั้งสหรัฐอย่าง ริก แซนทอรัม อดีตวุฒิสมาชิกหัวอนุรักษนิยมจากรัฐเพนซิลเวเนีย ก็ถูกโจมตีเรื่องชีวิตคู่อย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน
ทว่าในเคสของ ริก แซนทอรัม สิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางการเป็นผู้นำสหรัฐของ ริก นั้น อยู่ที่ คาเรน แซนทอรัม ศรีภรรยาคนสวย หรือว่าที่เฟิสต์เลดีของสหรัฐอีกหนึ่งคนนั่นเอง
เพราะในขณะที่ ริก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด “โปรไลฟ์” (Pro-Life) หรือแนวคิดว่าการทำแท้งคือการทำลายชีวิตมนุษย์อย่างเต็มที่ จนกลายเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้
ถึงขั้นที่ ริก ลั่นไว้ว่า แพทย์ที่ทำแท้งให้กับผู้หญิงไม่ต่างอะไรกับฆาตกร ซึ่งควรได้รับโทษทางกฎหมายอย่างสาสม โดยไม่เว้นแม้แต่กรณีที่เหยื่อสาวถูกข่มขืนจนเกิดตั้งครรภ์ขึ้นก็ตาม
และแม้ว่าในขณะนี้ คาเรน แซนทอรัม ภรรยาของ ริก นั้นจะให้การสนับสนุนในแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ถึงขั้นออกตัวแรงคัดค้านการทำแท้งทุกรูปแบบ และยังต่อต้านการคุมกำเนิด จนคาเรนและริกมีลูกเป็นสักขีพยานระหว่างกันถึง 7 คน
ทว่า ในอดีต คาเรน แซนทอรัม เคยอยู่กินฉันสามีภรรยากับ โทมัส อี. เอแลน ผู้ก่อตั้งคลินิกทำแท้งแห่งแรกๆ ในเมืองพิตต์สเบิร์กของสหรัฐ ซึ่งมีอายุมากกว่า คาเรน ถึง 40 ปี และที่สำคัญ เอแลน ผู้นี้คือแพทย์ผู้ทำคลอด คาเรน เมื่อครั้งเป็นทารกอีกด้วย
เอแลน เล่าว่า เมื่อครั้งที่อยู่กินกับคาเรนนั้น คาเรนไม่ได้คัดค้านหรือรู้สึกต่อต้านกับอาชีพของเขาเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังให้การสนับสนุนและยังให้คำแนะนำต่อผู้ที่เข้ามาทำแท้งอีกด้วย
อดีตอันฉาวโฉ่ของคาเรน สร้างความเสียหายต่อคะแนนความชื่นชอบในตัว ริก เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเสียงสนับสนุนของริก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนเรื่องโปรไลฟ์ตัวยง และเป็นชาวคริสเตียนหัวอนุรักษนิยมลดลงอย่างฮวบฮาบทันทีเมื่อได้ยินข่าวคาวนี้เลยทีเดียว
อย่างไรก็แล้วแต่ แม้ประวัติความเป็นมาของ “เฟิสต์เลดี” ของผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ อาจไม่มีผลอะไรมากนักต่อการตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีเท่ากับการดูนโยบายหาเสียง
ทว่า การได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงจากคนวงในอย่างศรีภรรยาข้างกายนั้น อาจจะช่วยเปิดโลกให้เรารู้ “ธาตุแท้” อีกมุมหนึ่งของ “ว่าที่ประธานาธิบดี” คนต่อไปของสหรัฐดีขึ้นก็เป็นได้







