posttoday
เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน

เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน

11 กุมภาพันธ์ 2555

การได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงจากคนวงในอย่างศรีภรรยาข้างกายนั้น อาจจะช่วยเปิดโลกให้เรารู้ "ธาตุแท้"อีกมุมหนึ่งของ "ว่าที่ประธานาธิบดี"คนต่อไปของสหรัฐดีขึ้นก็เป็นได้

การได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงจากคนวงในอย่างศรีภรรยาข้างกายนั้น อาจจะช่วยเปิดโลกให้เรารู้ "ธาตุแท้"อีกมุมหนึ่งของ "ว่าที่ประธานาธิบดี"คนต่อไปของสหรัฐดีขึ้นก็เป็นได้

โดย.. ลภัสรดา ภูศรี

เพราะ "ความสำเร็จของผู้ชายทุกคนมักมีผู้หญิงอยู่เบื้องหลังเสมอ" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในขณะนี้ชาวอเมริกันกำลังจับตามองบรรดาผู้สมัครของพรรครีพับลิกัน ซึ่งกำลังเร่งมือทำคะแนนกันอย่างแข็งขันเพื่อแย่งชิงเสียงส่วนใหญ่ของคณะผู้แทนเลือกตั้ง(Delegate) ทั้งหมด 1,144 เสียง จากการหยั่งเสียงขั้นต้นทั้งหมด 50 รัฐ ให้ได้อยู่ในครอบครองมากที่สุด เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้จากประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในวันที่6 พ.ย.ปีนี้ อย่างใจจดใจจ่อแล้ว
         
ชาวอเมริกันจำนวนมากก็แบ่งสายตาไปเพ่งเล็ง "ศรีภรรยาคนสวย" ของบรรดาผู้สมัครหรือผู้ที่จะก้าวเข้ามาเป็น "สตรีหมายเลขหนึ่ง"ของสหรัฐคนต่อไปไปพร้อมๆ กันอีกด้วย    

เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน แอนด์ รอมนีย์- มิตต์ รอมนีย์

โดยหนึ่งในรายชื่อ"ว่าที่เฟิสต์เลดีแห่งสหรัฐ" คงมีชื่อของแอนด์ รอมนีย์ภรรยาคนสวยข้างกายของ มิตต์ รอมนีย์อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ วัย 62 ปี คู่แข่งคนสำคัญที่โดดเด่นที่สุดในศึกครั้งนี้ ซึ่งสามารถกวาดคะแนนเสียงเดลิเกตได้แล้วถึง 95 เสียง ติดโผอยู่อย่างแน่นอน
         
ว่ากันว่าผู้หญิงที่ชื่อแอนด์ เดวีย์ หรือแอนด์รอมนีย์ คือผู้ที่สามารถขัดเกลาให้ผู้ชายที่ชื่อ"มิตต์ รอมนีย์" จากที่เคยเป็น "ผู้ชายนิสัยแข็งทื่อไร้ชีวิตชีวา"ให้กลายเป็น "ผู้ชายเฟรนด์ลีน่ารักน่าเลิฟ" มากขึ้นทีเดียว
         
หากไม่นับรวมการตระเวนทำงานการกุศลในฐานะ "เฟิสต์เลดีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์"ระหว่างปี 2546-2550 จะเห็นได้ว่าประวัติการทำงานของ แอนด์ รอมนีย์ ในฐานะแม่บ้านเลี้ยงลูกธรรมดาๆ คนหนึ่งนั้น ไม่โดดเด่นเตะตาเท่าที่ควร
         
ทว่า ประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ถือว่า"โชกโชน" อย่างมาก เพราะนอกจากแอนด์ ต้องต่อสู้และเอาชนะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเมื่อปี2541 แล้ว ในขณะนี้ แอนด์ ยังต้องเผชิญกับโรคมะเร็งเต้านมอีกครั้ง โดยที่ยังสามารถเดินสายเคียงคู่ มิตต์ไปร่วมขบวนหาเสียงเลือกตั้งสนับสนุนสามีในรัฐต่างๆ ทั่วสหรัฐอีกด้วย
         
มิตต์ รอมนีย์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมภรรยาหลังสามารถเอาชนะกับโรคร้ายหลายต่อหลายครั้งได้อย่างสง่าผ่าเผยว่า "แอนด์เป็นหญิงนักสู้และเป็นผู้ชนะตัวจริงและนั่นจะเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญที่แอนด์สามารถทำเพื่อประเทศในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งได้เป็นอย่างดี"
         
เช่นเดียวกับที่ แอนด์ กล่าวชื่นชมในตัวสามีที่อุทิศร่างกายดูแลอย่างเต็มเหนี่ยวไร้เหน็ดเหนื่อยจนทำให้ตนสามารถเอาชนะโรคร้ายมาได้
         
ความรักอันยั่งยืนยงระหว่าง แอนด์ และมิตต์ รอมนีย์ เป็นที่กล่าวขานในหมู่ประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าจะครองรักมายาวนานกว่า 43 ปี และมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายถึง 5 คน ซึ่งตอนนี้โตเป็นชายหนุ่มสุดหล่อกระชากใจสาว แต่ทั้งสองยังคงกะหนุงกะหนิงกันดังคู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างไรอย่างนั้น
         
"ทั้งคู่ยังคงเดินจับมือกัน เรียกกันว่าที่รักตลอดเวลา และที่สำคัญประวัติชีวิตการแต่งงานของทั้งคู่ไม่มีความด่างพร้อยใดๆ ให้นักข่าวขุดคุ้ยหาที่ติเลยอีกด้วย" นักข่าวเอเอฟพีกล่าว
         
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ แอนด์ รอมนีย์ เป็นนั้นแตกต่างกับอีกหนึ่งคู่แข่งชิงตำแหน่ง "เฟิสต์เลดี" ราวฟ้ากับเหว นั่นก็คือ คาริสตา กิงกริชศรีภรรยาคนปัจจุบันของ นิวต์ กิงกริช อดีตประธานสภา ซึ่งไล่ตีตื้นทำคะแนนจนสามารถเข้าวินมาเป็นตัวเต็งอันดับ 2 ของการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้เพราะเส้นทางกว่าที่ทั้งคู่จะได้ครองรักกันช่างดุเดือดและฉาวโฉ่ไม่แพ้ใครและหากจะให้ไล่เรียงประวัติชีวิตรักของตัวเก็งประธานาธิบดีสหรัฐอย่าง กิงกริช ถือว่าเป็น"เสือผู้หญิง" เลยทีเดียว

เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน นิวต์ กิงกริช - คาริสตา กิงกริช

คาริสตา กิงกริช คือภรรยาคนที่ 3 ซึ่งมีอายุห่างจากนิวต์ถึง 23 ปี โดยระหว่างที่ นิวต์ และคาริสตา เกิดสปาร์กรักขึ้นมาในช่วงการรณรงค์หาเสียงนั้น เป็นช่วงที่นิวต์ยังคงแต่งงานอยู่กับมาเรียน กินเธอร์อดีตภรรยาคนที่ 2 อยู่ทว่า ทั้งคู่ก็ดอดมาพลอดรักหนุงหนิงแบบไม่แคร์สื่อมานานถึง7 ปี ก่อนที่ นิวต์ จะหย่าขาดจาก มาเรียน
         
หนำซ้ำในระหว่างที่ นิวต์ ฟ้องหย่าขาดกับมาเรียน นั้นเป็นช่วงเดียวกับที่ มาเรียน เพิ่งรู้ว่าตนเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง อันเป็นผลมาจากความเครียดเรื่องชีวิตคู่นั่นเอง
         
ด้วยความแค้นที่ถูกสวมเขาและทอดทิ้งให้ทนป่วยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ว่าแล้ว มาเรียน จึงวางบอมบ์อดีตสามีจอมเจ้าชู้ด้วยการออกมาแฉอย่างหมดเปลือกถึงสารพัด"ความเลว" ของผู้ชายที่ชื่อนิวต์ กิงกริช ว่าไร้ซึ่งจริยธรรมและไม่เหมาะสมที่จะเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐเลยแม้แต่น้อย
         
"ถ้าหากวันนั้นไม่ไปพบว่านิวต์ และคาริสตา กำลังบรรเลงรักในห้องนอนของฉันในบ้านที่วอชิงตันแล้วละก็ วันนี้ฉันก็คงต้องถูกสวมเขาต่อไป" มาเรียน เล่าย้อนเหตุการณ์ด้วยความแค้น
         
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ มาเรียน จับได้ว่านิวต์ และคาริสตา แอบมาเล่นชู้หยามหน้ากันถึงในบ้าน ทว่า นิวต์กลับไม่รู้สึกผิดกับการกระทำของตนเองเลยแม้แต่น้อยหนำซ้ำ นิวต์ ยังขอให้ มาเรียน ยอมรับ คาริสตา เป็นภรรยาน้อยของตนอีกด้วย!
         
"นิวต์ต้องการมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นแบบเปิดเผย ทั้งๆ ที่เรายังแต่งงานกันอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันยอมรับไม่ได้จริงๆ เพราะนี่ไม่ใช่การแต่งงาน" มาเรียน กล่าว
         
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ นิวต์ และมาเรียน แต่งงานกัน นิวต์ กำลังใช้ชีวิตคู่อยู่กับ แจ็กกี แบตลีย์อดีตภรรยาคนแรก ซึ่งมีอายุแก่กว่านิวต์ถึง 7 ปีโดยที่ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คนว่ากันว่าสาเหตุที่ นิวต์ หย่าขาดจาก แจ็กกีเพราะนิวต์มองว่าแจ็กกี "แก่" และ "ไม่สวยพอ" ที่จะเป็นเฟิสต์เลดีหากเขาได้ขึ้นเรืองอำนาจเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐจริงอีกด้วยขณะที่ นิวต์ กิงกริช กำลังถูกอดีตคนเคยรักโจมตีในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่กำลังมีการเลือกตั้งครั้งสำคัญอยู่ในขณะนี้
         
อีกหนึ่งม้ามืดมาแรงท็อปทรีในศึกเลือกตั้งสหรัฐอย่าง ริก แซนทอรัมอดีตวุฒิสมาชิกหัวอนุรักษนิยมจากรัฐเพนซิลเวเนีย ก็ถูกโจมตีเรื่องชีวิตคู่อย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน     

เปิดโฉมหน้าว่าที่ 'เฟิสต์เลดี'มะกัน คาเรน แซนทอรัม

ทว่าในเคสของ ริก แซนทอรัม สิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางการเป็นผู้นำสหรัฐของ ริกนั้น อยู่ที่ คาเรน แซนทอรัมศรีภรรยาคนสวยหรือว่าที่เฟิสต์เลดีของสหรัฐอีกหนึ่งคนนั่นเองเพราะในขณะที่ ริก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิด "โปรไลฟ์" (Pro -Life) หรือแนวคิดว่าการทำแท้งคือการทำลายชีวิตมนุษย์อย่างเต็มที่ จนกลายเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถึงขั้นที่ ริก ลั่นไว้ว่า แพทย์ที่ทำแท้งให้กับผู้หญิงไม่ต่างอะไรกับฆาตกร ซึ่งควรได้รับโทษทางกฎหมายอย่างสาสม โดยไม่เว้นแม้แต่กรณีที่เหยื่อสาวถูกข่มขืนจนเกิดตั้งครรภ์ขึ้นก็ตามและแม้ว่าในขณะนี้ คาเรน แซนทอรัมภรรยาของ ริก นั้นจะให้การสนับสนุนในแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ถึงขั้นออกตัวแรงคัดค้านการทำแท้งทุกรูปแบบ และยังต่อต้านการคุม  กำเนิด จนคาเรนและริกมีลูกเป็นสักขีพยานระหว่างกันถึง 7 คน
         
ทว่า ในอดีต คาเรน แซนทอรัม เคยอยู่กินฉันสามีภรรยากับ โทมัส อี. เอแลนผู้ก่อตั้งคลินิกทำแท้งแห่งแรกๆ ในเมืองพิตต์สเบิร์กของสหรัฐ ซึ่งมีอายุมากกว่า คาเรน ถึง 40 ปี และที่สำคัญ เอแลน ผู้นี้คือแพทย์ผู้ทำคลอดคาเรน เมื่อครั้งเป็นทารกอีกด้วย
         
เอแลน เล่าว่า เมื่อครั้งที่อยู่กินกับคาเรนนั้นคาเรนไม่ได้คัดค้านหรือรู้สึกต่อต้านกับอาชีพของเขาเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังให้การสนับสนุนและยังให้คำแนะนำต่อผู้ที่เข้ามาทำแท้งอีกด้วย
         
อดีตอันฉาวโฉ่ของคาเรน สร้างความเสียหายต่อคะแนนความชื่นชอบในตัวริก เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเสียงสนับสนุนของริก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนเรื่องโปรไลฟ์ตัวยงและเป็นชาวคริสเตียนหัวอนุรักษนิยมลดลงอย่างฮวบฮาบทันทีเมื่อได้ยินข่าวคาวนี้เลยทีเดียว
         
อย่างไรก็แล้วแต่ แม้ประวัติความเป็นมาของ "เฟิสต์เลดี" ของผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐอาจไม่มีผลอะไรมากนักต่อการตัดสินใจเลือกประธานาธิบดีเท่ากับการดูนโยบายหาเสียง
         
ทว่า การได้ทำความรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงจากคนวงในอย่างศรีภรรยาข้างกายนั้น อาจจะช่วยเปิดโลกให้เรารู้ "ธาตุแท้" อีกมุมหนึ่งของ"ว่าที่ประธานาธิบดี" คนต่อไปของสหรัฐดีขึ้นก็เป็นได้.

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI