posttoday
ดัชนีตึกระฟ้า สัญญาณร้ายของหายนะทางศก.

ดัชนีตึกระฟ้า สัญญาณร้ายของหายนะทางศก.

15 มกราคม 2555

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้คาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตก็คือดัชนีชี้วัดต่างๆ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ใช้คาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคตก็คือดัชนีชี้วัดต่างๆ โดยมีดัชนีชี้วัดยอดนิยมอย่างตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือกระทั่งตัวเลขการนำเข้าส่งออกของแต่ละประเทศ

ว่ากันว่า ความแม่นยำของการคาดการณ์จะมีมากหรือน้อย ดัชนีที่นำมาใช้วัดถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกอยู่ในความผันผวนแปรปรวนอย่างหนัก และเดินหน้าเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าดัชนีชี้วัดที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้จะไม่เพียงพอสำหรับการคาดการณ์อนาคตของเศรษฐกิจโลกเสียแล้ว

รูปการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้นักเศรษฐ ศาสตร์กลุ่มหนึ่งเริ่มลงมือคิดค้นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมา โดยล่าสุดถึงคราวของ บาร์เคลย์ แคปปิตอล บริษัทหลักทรัพย์ชื่อดัง ที่ได้ออกโรงเตือนว่า การ สร้างตึกระฟ้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก อาจเป็นดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

ดัชนีตึกระฟ้า สัญญาณร้ายของหายนะทางศก.

เรียกได้ว่าเป็นดัชนีที่อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือดัชนีตึกระฟ้า (Skyscraper Index) ตามรอยดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจแปลกๆ ที่มีขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีรองเท้าส้นสูง ลิปสติก ยาแอสไพริน ความยาวของกระโปรงผู้หญิง และกางเกงในชาย

ในความเป็นจริงแล้ว ดัชนีระฟ้าไม่ได้เป็นดัชนีใหม่แต่อย่างใด เพราะมีการคิดค้นขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2542 โดย แอนดรูว์ ลอว์เรนซ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สถาบันเดรสด์เนอร์ ไคลน์เวิร์ท วาสเซอร์สไตน์ ในเยอรมนี

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นดัชนีดังกล่าวเป็นเพียงแค่ข้อสังเกตของเจ้าตัวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างตึกสูงกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จนในที่สุดมีการนำดัชนีดังกล่าวไปศึกษาอย่างจริงจังและมีการกล่าวถึงทั่วโลก

“ดัชนีตึกระฟ้าสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันตรายระหว่างการสร้างอาคารสูงกับการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะความพยายามและการแข่งขันอันเข้มข้นระหว่างประเทศต่างๆ ในการก่อสร้างอาคารที่สูงที่สุดในโลกนั้นสะท้อนให้เห็นถึงภาวะบูมของโครงการตึกสูงทั่วโลก” รายงานล่าสุดของบาร์เคลย์ระบุ

เพราะหากลองศึกษาวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานเกือบ 140 ปี จะพบว่าแต่ละเหตุการณ์นั้นล้วนปะทุขึ้นภายหลังเกิดการบูมของตึกสูงทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างอาคารเอ็มไพร์ สเตต ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ ซึ่งเคยเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกยาวนานกว่า 40 ปี ก่อนที่สหรัฐจะถูกสึนามิยักษ์ทางเศรษฐกิจที่เรียกกันว่า “เกรทดีเปรสชัน” ถาโถมอย่างหนักระหว่างปี 2472-2476

การสร้างอาคารเซียรส์ทาวเวอร์ ในรัฐชิคาโก ก่อนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงเมื่อปี 2517 โดยปัจจุบัน เซียรส์ทาวเวอร์ยังคงเป็นอาคารที่สูงที่สุดในสหรัฐ

หรือจะเป็นความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซียอย่างตึกแฝดระฟ้า “เปโตรนาส” ซึ่งสร้างขึ้นก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชียเมื่อปี 2540 หรือเรียกทั่วไปในไทยว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง

และล่าสุดคือ วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกับที่มีการ สร้างตึกบูร์จคาลิฟา ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งขณะนี้ได้แซงหน้าอาคารไทเป 101 กลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว โดยช่วงที่มีการก่อสร้างนั้น เศรษฐกิจดูไบเองก็เกือบล่มสลาย

ดัชนีตึกระฟ้า สัญญาณร้ายของหายนะทางศก.

การสร้างตึกบูร์จคาลิฟาในดูไบเช่นเดียวกับอาคารระฟ้าอีกหลายแห่งที่ได้ผุดขึ้นมากมายทั่วทุกมุมโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน และอินเดีย จึงสร้างความวิตกกังวลให้กับบรรดากูรูเศรษฐศาสตร์ อย่างยิ่ง

ทั้งนี้ เพราะการเกิดภาวะบูมของตึกระฟ้าย่อมหมายถึงการจัดสรรเงินทุนที่ไม่ถูกต้องและการปล่อยสินเชื่ออย่างหละหลวมของภาคธนาคารเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแต่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์นั่นเอง

ขณะนี้หลายฝ่ายจึงกำลังจับตามองจีนอย่างใกล้ชิด เพราะในปัจจุบันจีนถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีการสร้างตึกระฟ้ามากที่สุดในโลก โดยกำลังก่อสร้างทั้งหมด 124 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าในจำนวนนี้กว่า 35% จะสร้างเสร็จภายในเวลาเพียง 6 ปี ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนอาคารสูงในประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 87%

“ขณะนี้ดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่ตึกสูงในจีนกำลังเพิ่มจำนวนเท่านั้น แต่ความสูงของตึกก็กำลังขยับขึ้นตามเช่นกัน” รายงานระบุ

ขณะเดียวกัน จีนยังได้สร้างตึกสูงที่มี ความสูงเกิน 240 เมตร แล้วทั้งหมด 75 แห่ง ซึ่งแน่นอนว่าความสูงที่เพิ่มมากขึ้นก็ย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งยิ่งตอกย้ำปัญหาการปล่อยสินเชื่อจำนวนมหาศาลของภาคธนาคารช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากที่เคยเป็นยุคแห่งความเฟื่องฟูและร้อนแรง ตอนนี้รัฐบาลแดนมังกรกลับต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยว่า ยอดขายที่อยู่อาศัยลดลง 3.3% ช่วงเดือน พ.ย.ของปีก่อน หลังดิ่งลงมากถึง 11.6% ในเดือน ต.ค.

อีกประเทศที่ต้องจับตามองเช่นกันก็คือ อินเดีย ยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ในเอเชียรองจากจีน

แม้ปัจจุบันอินเดียจะมีอาคารที่สูงเกิน 240 เมตร อยู่เพียงแค่ 2 แห่ง ทว่า อินเดียวางแผนสร้างตึกสูงอีก 14 แห่ง ในช่วงเวลา 5 ปี ซึ่งรวมถึง “ทาวเวอร์ ออฟ อินเดีย” ในเมืองมุมไบ ซึ่งหากสร้างเสร็จจะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2554 มีรายงานว่า ตลาดที่อยู่อาศัยในอินเดียยังเติบโตสูงถึง 7.7% แม้ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวน้อยที่สุดในรอบ 6 ไตรมาสก็ตาม สะท้อนให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เศรษฐกิจเติบโตแบบลวงตา เพราะเป็นการเติบโตแต่เฉพาะมูลค่า แต่ไม่ได้ทำให้ปริมาณผลผลิต การจ้างงาน และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนเพิ่มขึ้นเลย ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้เรียก ภาวะฟองสบู่ นั่นเอง

ดังนั้น อินเดีย เช่นเดียวกับจีน จึงเสี่ยงเผชิญภาวะฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงไม่เพียงแต่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ แต่ยังเป็นแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกเช่นกัน

ทั้งนี้ แม้ดัชนีตึกระฟ้าจะเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยืนยันพิสูจน์ได้ โดยเป็นเพียงการอ้างข้อมูลที่สังเกตได้เท่านั้น ทว่าแนวโน้มของการเกิดวิกฤตการเงินในรอบ 140 ปีที่ผ่านมา ก็สามารถบ่งชี้ให้เห็นถึงสัญญาณอันตรายที่มากับอาคารสูง

“หากประวัติศาสตร์เป็นสิ่งถูกต้อง การก่อสร้างตึกสูงที่กำลังเฟื่องฟูในจีนและอินเดีย ก็สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรเงินทุนที่ผิด ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อสองประเทศยักษ์ใหญ่ของเอเชียภายใน 5 ปีข้างหน้า” บาร์เคลย์ กล่าวสรุป

เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดัชนีตึกระฟ้าจะแม่นยำเพียงใด แต่หากประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับคำเตือนของบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ บางทีนี่ก็อาจเป็นการตั้งกันชนรับมือกับหายนะทางเศรษฐกิจที่ดีที่สุดก็เป็นได้ 
 

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน