posttoday
ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง...และเข้าใจ Episode 2

ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง...และเข้าใจ Episode 2

01 มกราคม 2555

แซแฮ ผ๊ก มานี่ บา ดือ ชิบ ชิโย... “สวัสดีปีใหม่ค่ะ” ท่านผู้อ่านที่รัก

แซแฮ ผ๊ก มานี่ บา ดือ ชิบ ชิโย... “สวัสดีปีใหม่ค่ะ” ท่านผู้อ่านที่รัก

“เชกา” ขออำนวยพรให้ทุกท่านมีความสุข รอดพ้นจากความทุกข์ทั้งกายและใจ อย่าได้หวั่นไหวด้วยอคติสี่ คือ หวั่นไหวโอนเอียงไปเพราะ ความรัก ความโกรธ ความเขลา และความกลัว ...วันนี้เลยขอถือโอกาสฉลองปีใหม่กันด้วยพรที่ทำให้ลดความกลัวลงไปได้บ้างค่ะ สำหรับท่านที่ยังไม่เคยรู้จักพรนี้ กลัวที่สุดในชีวิตคงไม่มีอะไรเทียบเท่าได้กับกลัวตายเมื่อชีวิตใกล้จะดับสูญ แต่ผู้ที่ได้รู้จักและเข้าใจพรนี้แล้ว ก็จะสามารถเตรียมใจพร้อมที่จะเผชิญกับความพลัดพรากจากชีวิตและคนที่รักไปได้บ้าง...พรอันวิเศษนี้ เรียกว่า “มรณานุสสติ” ค่ะ

เหตุที่กล่าวถึง “มรณานุสสติ” เพราะ “ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง” ตั้งแต่ตอนที่ 1 นั้นกล่าวถึงเรื่องความตาย หากเติม “ความเข้าใจ” เข้าไปเป็น “ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง และเข้าใจ” ก็จะทำให้ลดทอนความทุกข์คร่ำครวญหาบุคคลอันเป็นที่รักที่ได้ตายจากไปแล้วได้บ้าง เพราะแม้แต่ตัวของเราเองก็จะต้องถึงแก่กาลมรณะลงได้ทุกเมื่อ จึงพึงระลึกถึงอยู่เสมอว่า เราไม่อาจพ้นจากความตายไปได้ พระพุทธองค์ยังทรงตรัสแก่พระอานนท์ โดยสรุปย่อความว่า “การระลึกถึงความตาย แม้วันละพันครั้งก็ยังไม่เพียงพอ ควรต้องระลึกถึงทุกลมหายใจเข้า-ออก” ลมเข้าไม่ออกก็ตาย ลมออกไม่เข้าก็ตาย จะตายเมื่อไร ที่ไหน มิอาจรู้

ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง...และเข้าใจ Episode 2

 

ทว่า...ควรรู้ว่า “สิ่งที่เกิดแล้ว มีอยู่แล้ว ย่อมเสื่อมโทรมและแตกดับไปเป็นธรรมดา” ชีวิตก็เป็นเช่นนั้น ไม่พ้นจากกฎธรรมชาตินี้ไปได้ จึงไม่ควรประมาทต่อชีวิต ลุ่มหลงยึดถือในชีวิตนี้จนวิถีจิตเศร้าหมอง แต่ควรเร่งทำความดีเพื่อเป็นพลังจิตที่ดีในภายหน้าเมื่อต้องเผชิญกับการแตกดับก่อเกิดเปลี่ยนผ่านไปสู่ชาติภพอื่น ซึ่งเป็น Moment ที่เราต้องก้าวข้ามไปด้วยตนเองโดดเดี่ยว มิอาจมีผู้หนึ่งผู้ใดจะยื่นมือมาโอบอุ้มลากจูงเราไปได้ ดังพระพุทธวจนะที่ว่า “อัตตาหิ อัตตโน นาโถ : ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน”

“มรณานุสสติ” และวิถีการปฏิบัติมีอยู่อย่างกว้างขวางและล้ำลึก “เชกา” ยังคงเป็นผู้เรียนที่ขาดตกบกพร่องอยู่มาก แค่หวังว่าสักวันจะสามารถพึ่งตนเองได้... จึงขอนำพรอันพิเศษมาให้เพียงแค่นี้ ส่วนท่านใดสนใจจะรับพรนี้ไปปฏิบัติต่อ ท่านนั้นก็ย่อมจะได้รับผลสำเร็จด้วยตัวท่านเอง... ย้อนกลับไปสู่ “ป.ล.ด้วยรักและคิดถึง และเข้าใจ” ณ “สวนชองอา” แห่งเมืองพาจู กันต่อค่ะ ท่านว่า จะทำการงานสิ่งใดให้เกิดผลสำเร็จ ต้องมีอิทธิบาทสี่ ย่อๆ คือ มีจิตใจรักในงานนั้น พากเพียรวิริยอุตสาหะ จิตใจจดจ่อมุ่งมั่น และวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จเพื่อรักษาและปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป เชกาจึงจำเป็นต้องมี “เกาหลีนุสสติ” อยู่เช่นกันค่ะ...“กิมจิหนอ...กิมจิ...กิมจิหนอ...กิมจิ”

จากตอนที่แล้ว...“การพลัดพรากจากคนที่รักเป็นทุกข์” ทว่า น่ายินดีที่สุสานแห่งนี้ดูคล้ายสถานที่ผ่อนคลายทุกข์ให้แก่สมาชิกในครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปซะมากกว่า... เริ่มต้นจากบริเวณภายนอก ที่มีการวางผังสวนและอาคารสถานที่สุสานยุคใหม่ได้กลมกลืน สวนงดงามน่านั่งแบบชิลชิล ไม่น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย (อย่ามากลางคืนละกัน) ตึกสองตึกที่หันหน้าเข้าหากัน แต่ละตึกจะมีห้องอเนกประสงค์ไว้จัดพิธีตามความเชื่อในศาสนาของตน เช่น ในตึกอาคารที่ชื่อว่า “หอแห่งพระคริสต์ศาสนาคิโดเกียวกวาน” ซึ่งคริสต์ศาสนิกชนเกาหลีมาจับจองพื้นที่กันหนาแน่น ก็จะมีโถงบริเวณที่ใช้ปฏิบัติศาสนกิจได้ มีแท่นบูชาพร้อมรูปพระเยซูใหญ่บนผนังที่ตกแต่งด้วยกระจกสีลวดลายกอธิก ในขณะที่อีกอาคารหนึ่งซึ่งมีชื่อแสนจะซึ้งใจว่า “หอแห่งความรัก-ซารังกวาน” ก็มีห้องที่สามารถใช้จัดพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษตามประเพณีโบราณพร้อมอุปกรณ์ไว้ให้อย่างครบครัน

ยิ่งเดินลึกเข้าไปสู่ด้านในตึก ยิ่งรู้สึกชอบใจในไอเดียบรรเจิดของผู้ลงทุนสุสานคอนกรีตแห่งนี้ ที่เนรมิตห้องเก็บอัฐิทุกห้องทุกมุมให้เป็นเหมือนโรงแรมห้าดาวสุดหรู ไม่มีความน่ากลัวชวนขนหัวลุกให้เด็กเล็กต้องตกใจจนไม่กล้ามาเคารพบรรพบุรุษ... ประมาณว่า ตกกลางคืนบรรดาญาติมิตรที่มารวมตัวกัน ณ ที่นี้ อาจจะออกมานั่งเอกเขนกละเลียดไวน์ขวดโปรดพร้อมสดับตรับฟังเสียงแกรนด์เปียโนหลังที่ตั้งอยู่กลางห้องโถงหรู เหมือนกับยามที่มีชีวิตอยู่ยังไงยังงั้นเลยล่ะคะ ...

เจ้าของโครงการนี้เป็นบริษัทเอกชน ซึ่งผู้บริหารได้ประกาศข้อดีของตนเองเหนือคู่แข่งอื่นๆ โดยเน้นที่คุณภาพการบริการ ซึ่งทำให้ลูกค้าเลือกที่จะมาซื้อพื้นที่ เพื่อความรู้สึกมั่นคงหลังจากตายไปแล้ว ... น่าสนใจมากค่ะ เพราะเป็น “หัวใจของการบริการ” ที่ขาดไปไม่ได้เลย ทำอย่างไรเขาจึงได้รับความนิยมและมีอัฐิมาให้บริการดูแลอยู่ถึงจำนวน 2.8 หมื่นโกศแล้ว ...อันดับแรกคือ “บุคลากรต้องมีหัวใจในการบริการแก่ผู้ที่วายชนม์ แม้จะคงเหลือเพียงเถ้ากระดูกก็ต้องปฏิบัติด้วยความสุภาพและนับถือ ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้มั่นใจว่า อัฐิของคุณพ่อคุณแม่และคนที่รักจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี เจ้าหน้าที่เหล่านี้ เขาเรียกว่า “Soul Keeper หรือผู้ดูแลรักษาวิญญาณ” ซึ่งมีอยู่ถึง 70 คน

เมื่อเดินเข้าไปในห้องเก็บอัฐิ ผนังของแต่ละห้องทำเป็นชั้นเป็นช่องสีขาวสะอาดตา ช่องมาตรฐานสำหรับคนเดียว กว้าง ยาว ลึก ด้านละ 1 ฟุต 2 คน ก็เพิ่มความยาวไปเป็น 2 ฟุต ตรงนี้เป็นที่เก็บอัฐิ หรือมินิคอนโด หลังจากญาติมิตรนำโกศบรรจุอัฐิและสิ่งของต่างๆ ที่เป็นความทรงจำอันงดงาม เช่น รูปภาพหรือของเล่น รวมกับของสวยๆ งามๆ มาตกแต่งแล้ว เจ้าหน้าที่ “ผู้ดูแลรักษาวิญญาณ” ก็จะปิดบานกระจกด้านหน้าด้วยนอตสกรูกึ่งถาวร ซึ่งต่อไปจะเปิดได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ “ผู้ดูแลรักษาวิญญาณ” เท่านั้น..... (ความประทับใจกับราคาค่าใช้จ่าย อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI